“ถ้าเลิกวิธีการที่ทำให้ดอกเบี้ยสูง ปริมาณการผลิตและการส่งออกก็ย่อมจะเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งโรจน์ และจะมีเงินพอแก้ปัญหาจราจร แต่จะต้องปล่อยให้เงินบาทลอยตัวสูงขึ้น ฯลฯ เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วย”
ตอนที่ 1
การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯนั้นมีทางเดียวที่จะได้ผลดีที่สุดคือ จะต้องสร้างถนน (ไม่ใช่ทางด่วน) ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นให้มาก จนเพียงพอเช่นเดียวกับในลอสแอนเจลิส ซึ่งจะไม่มีปัญหารถติด เพราะเมื่อมีถนนมากพอแล้ว จำนวนรถยนต์ในถนนแต่ละสาย (รวมทั้งตามสี่แยกด้วย) ก็จะมีน้อยลงตามส่วน ทำให้รถไม่ติด การจะตัดถนนให้มากและพอเพียงดังกล่าว จะต้องใช้งบประมาณ มหาศาล ซึ่งจะทำได้โดยเราจะต้องเพิ่มอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจให้สูง เพื่อให้ประเทศเรากลายเป็นประเทศที่ร่ำรวย พอที่จะ รับภาระดังกล่าวได้เหมือนประเทศที่ร่ำรวยอื่นๆ
ซึ่งจะทำได้โดยธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องเลิกวิธีการที่ทำให้ดอกเบี้ยสูง เลิกการจำกัดสินเชื่อให้ต่ำกว่าความเป็นจริง และเลิกการใช้วิธีการอื่นๆที่ทำให้สภาพคล่องมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งได้ทำให้เงินที่ลงทุนในธุรกิจต่างๆมีไม่เพียงพอ และอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน แม้จะลดลงไปแล้ว (MLR = 13.5%) แต่ก็ยังสูงกว่าความเป็นจริงอยู่มาก ซึ่งการเลิกนโยบายต่างๆ ดังกล่าวแล้วจะทำให้ประเทศเราพ้นจากภาวะสินค้าออกและอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจตกต่ำ และเศรษฐกิจเสื่อม ที่กำลัง เป็นปัญหาใหญ่ อยู่ในขณะนี้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน อัตราความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และผลผลิตมวลรวมของประเทศไทย ก็จะสูงขึ้นอีกมาก จนจะกลายเป็นประเทศที่มีความร่ำรวยมากในอนาคตอันใกล้ (ธปท. เองก็ยอมรับตลอดมาว่า ถ้าอัตรา ดอกเบี้ยต่ำ จะทำให้อัตราความเจริญของเศรษฐกิจสูง ซึ่งเป็นความเห็นของธนาคารกลางใหญ่ๆ เกือบทั่วโลก)
ส่วนเหตุผลที่เราเชื่อกันว่าจำเป็นจะต้องให้มีอัตราดอกเบี้ยสูง และจำเป็นจะต้องควบคุมมิให้ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อ มากเกินไป เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อมิให้อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจสูงเกินไป เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและทำให้คนไม่ค่อยอยากใช้เงิน ฯลฯ ซึ่งถือกันว่าจะทำให้ราคาสินค้าและบริการ และอัตรา เงินเฟ้อลดลง แต่ก็มีผลเสียทำให้นักลงทุนไม่ลงทุนสร้างหรือขยายโรงงานให้มากเท่าที่ควร เนื่องจากปริมาณเงินที่จะกู้ได ้จากธนาคารมาลงทุนมีน้อยและรายจ่ายค่าดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับสูง การลงทุนที่มีไม่มากเท่าที่ควรนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ระยะหนึ่งแล้ว ก็ทำให้ปริมาณสินค้าซึ่งมีต้นทุนสูงอยู่แล้ว ออกสู่ตลาดน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้สินค้าต่างๆขาดแคลน และมีราคาแพง ซึ่งกลับเป็นผลเสียต่ออัตราเงินเฟ้ออยู่ด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าออกก็มีราคาสูง และส่งออกได้น้อยกว่า ที่ควรจะเป็น ซึ่งกลับเป็นผลเสียต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ที่จริงนั้นการลดอัตราเงินเฟ้อ (ปีละประมาณเกือบ 6%) ในประเทศเรา ให้ต่ำลงนั้นมีวิธีสำคัญที่สุด 2 ประการ คือ
1. การผลิตในประเทศไทยเรานั้นมักจะถูกจำกัดให้น้อยกว่าความเป็นจริงโดยรัฐบาลเป็นผู้จำกัด ซึ่งตามหลักวิชาการแล้ว ก็ต้องถือว่า เป็นการจำกัดการแข่งขัน ซึ่งเท่ากับมีการแข่งขัน ในระหว่างผู้ผูกขาดเท่านั้น (ซึ่งมักจะมีการเอากำไรเกินสมควร) เพราะกระทรวงอุตสาหกรรม มักจะใช้อำนาจจำกัดการขยายโรงงานหรือจำกัดปริมาณโรงงานต่างๆอยู่เสมอ และสำนักงาน ส่งเสริมการลงทุนก็ไม่ได้ให้การส่งเสริมแก่ผู้ประกอบการทุกรายโดยไม่จำกัดจำนวน สินค้าต่างๆ ที่ผลิตออกมาจึง มีน้อยกว่า ที่ควรจะเป็น ซึ่งย่อมทำให้มีราคาสูง ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูง รัฐบาลจึงควรจะแก้กฎหมายเลิกวิธีการดังกล่าวเสีย โดยให้การแข่งขัน ระหว่างผู้ผลิต เป็นไปอย่าง เสรีอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้การผลิตสินค้าต่างๆเพิ่มมากขึ้น และผู้ผลิตเอากำไรได้น้อยลง เนื่องจาก จำเป็นต้องแข่งขันตัดราคาสินค้าให้ต่ำลง อัตราเงินเฟ้อก็ย่อมจะต้องต่ำลงด้วย (และสภาวะเช่นนี้ จะทำให้มีการขยายโรงงาน และมีโรงงานเกิดขึ้นใหม่มากขึ้น อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้รัฐบาล เก็บภาษีได้มากขึ้นด้วย)
2. ปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัว เลิกจำกัดสินเชื่อ และเลิกวิธีการอื่นๆที่ทำให้สภาพคล่องมีน้อย และทำให้ดอกเบี้ยมีอัตราสูง มาตรการตามข้อ 2 นี้ ควรจะทำควบคู่กันไปกับมาตรการตามข้อ 1 และเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ก็จะทำให้การลงทุน และการผลิตของเราสูงขึ้นมาก ซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันกัน สูงขึ้นในวงการสินค้าออกของเราทั้งในเรื่องปริมาณ ราคา คุณภาพ และความหลากหลาย ซึ่งจะทำให้แข่งขัน กับประเทศอื่นได้ดีขึ้น ส่งออกเพิ่มได้มากขึ้นในอัตราสูงทุกๆปีไป ก็จะทำให้บ้านเรา มีรายได้ เงินตราต่างประเทศ สูงขึ้นเรื่อยๆ มีดุลชำระเงินที่ได้เปรียบสูง ผลที่สุดค่าเงินบาทก็จะลอยตัวสูงขึ้นอีกมาก ซึ่งย่อมจะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรกลโรงงาน เครื่องอะไหล่ วัตถุดิบ และสินค้าเข้าอื่นๆมีราคาลดลง ดัชนีค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อลดต่ำลง
ตอนที่ 2
ตามข้อเสนอที่กล่าวแล้วยังมีข้อคิดเพิ่มเติมต่อไปนี้
1. เกือบจะตลอด 20 ปีที่แล้วมา ผู้คุมนโยบายการเงินของประเทศเรามักจะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้สูงกว่าความเป็นจริง และมักจะมีการเข้าไปรับซื้อเงินตราต่างประเทศโดยให้ราคาสูงกว่าความเป็นจริง เอาไปเก็บไว้โดยจงใจจะให้เงินตราต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการกดค่าเงินบาทให้ต่ำ ซึ่งถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะพบว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
2. เราจึงควรจะเลิกใช้วิธีการดังกล่าวในข้อ 1 เสีย โดยเปลี่ยนมาใช้วิธีปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวได้โดยเสรี นั่นคือต้องให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในบ้านเราถูกกำหนดโดยกลไกตลาด (ทำนองเดียวกันกับการปฏิบัติในสวิส เยอรมนี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฯลฯ) และเราควรจะเข้าไปแทรกแซงเป็นการชั่วคราวนานๆครั้ง เฉพาะตอนที่มีการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรงเท่านั้น ซึ่งถ้าเราปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัวเช่นนี้ตลอดมาอย่างน้อยก็ในทศวรรษนี้ค่าเงินบาทจะสูงกว่าในปัจจุบันมาก เพราะเป็นช่วงที่ประเทศเรามีรายรับเงินตราต่างประเทศสูงมาก มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าเราไม่คอยเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศในท้องตลาดเอามาเก็บไว้ (ปัจจุบัน เราเก็บไว้มากเป็นอันดับ 5 ของโลก หรือประมาณ 3 หมื่น 9 พันกว่าล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยได้เกือบ 1,000,000 ล้านบาท (ตัวเลขเดือน มิ.ย. 39) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในท้องตลาดของเราจะถูกกว่าในปัจจุบันมาก เช่น ดอลลาร์อเมริกันคงจะมีราคาต่ำกว่า 20 บาท เป็นต้น ซึ่งจะทำให้สินค้าเข้ามีราคาถูกกว่าในปัจจุบันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เครื่องจักรโรงงาน เครื่องอะไหล่ วัตถุดิบและสินค้าอื่นๆและอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่แล้วมาก
3. เงินตราต่างประเทศจำนวน 3 หมื่น 9 พันกว่าล้านเหรียญสหรัฐที่ ธปท. ซื้อเมาเก็บไว้ตามข้อ 2 ดูเผินๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจว่าประเทศไทยเราร่ำรวยและมีทุนสำรองมาก แต่ถ้ามองปัญหาลึกซึ้งแล้วจะพบว่ามีจำนวนมากเกินความจำเป็นและได้ประโยชน์น้อยมาก เพราะปัจจุบันนี้ความร่ำรวยและความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดกันที่จำนวนทุนสำรอง แต่วัดกันด้วย จี.ดี.พี.เฉลี่ยเป็นรายหัว อัตราความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและความอยู่ดีกันดีของประชาชนมากกว่า
ถ้าเราปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัวโดยเสรีตลอดมาโดยไม่มีการคอยเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศไว้ดังกล่าว เงินตราต่างประเทศดังกล่าวส่วนใหญ่ก็ย่อมจะถูกนักลงทุนนำไปลงทุนในการผลิตให้เพิ่มอย่างมหาศาล ซึ่งจะทำให้สินค้าออกเพิ่มมาก และสินค้าที่จะใช้บริโภคภายในประเทศก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน อันจะมีผลให้คนไทยทุกคนมีระดับการครองชีพ และความเป็นอยู่ที่ดีกว่าปัจจุบันมาก ในขณะที่ค่าเงินบาทก็สูงกว่าปัจจุบันด้วย
4. ส่วนที่ปรากฏในไทยรัฐ 2 สิงหาคม 2539 ว่าในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ได้เริ่มมีเงินตราต่างประเทศไหลออกจากประเทศไทยเพราะสินค้าออกตกต่ำ ฯลฯ ซึ่งจะมีผลเป็นลบต่อค่าเงินบาทนั้น เราก็อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยยกเลิกหรือลดภาษีเงินได้-ดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศเสีย เพื่อให้เจ้าหนี้ในต่างประเทศได้รับดอกเบี้ยเต็มที่โดยไม่ถูกหักภาษีซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการของเราสามารถกู้เงินเขาได้โดยเสียดอกเบี้ยต่ำลง ซึ่งจะทำให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น อันจะทำให้ค่าเงินบาทของเราแข็งแกร่งและมีแนวโน้มจะลอยตัวสูงขึ้น
การกระทำเช่นนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ประเทศเราเป็หนี้ต่างประเทศมากเกินไป เพราะปัจจุบันนี้เรามีทุนสำรองสูงมาก ในขณะที่ประเทศเราอยู่ในพวกมีหนี้สินต่างประเทศในระดับต่ำ และเงินทุนที่ไหลเข้ามานี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดต่ำลง และเมื่อประกอบกับมาตรการต่างๆที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็จะทำให้มีการลงทุนเพิ่มผลผลิตมากขึ้น มีสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้นในราคาที่ลดลง อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ส่งสินค้าออกได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อดุลบัญชีเดินสะพัด และค่าเงินบาทก็จะลอยตัวสูงขึ้นด้วย (แม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็เคยยกเลิกภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศเมื่อ 1-2 ทศวรรษมานี้)
5. ส่วนที่มีความเชื่อถือกันว่าถ้าค่าเงินบาทสูง (แข็ง) จะทำให้สินค้าออกของเราขายไม่ได้นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมองปัญหาให้ลึกซึ้ง เพราะตามความเป็นจริงแล้วประเทศอื่นที่ค่าเงินตราลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น เยอรมนี สวิส ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฯลฯ ก็เคยมีความวิตกทำนองนี้เป็นครั้งคราว แต่เมื่อเงินตราของเขาขึ้นราคาหรือมีค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลที่สุดก็ปรากฏว่าประเทศเหล่านี้ยังคงสามารถส่งสินค้าออกไปขายได้จนร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เขาจะมีอัตราเงินเฟ้อต่ำมาก เพราะสินค้าเข้าราคาถูกมาก (ส่วนสินค้าออกนั้นก็มีจำนวนที่เหมาะสม นั่นคือไม่มากจนถีงขนาดที่จะทำให้สินค้าภายในประเทศเกิดการขาดแคลนและขึ้นราคาและเกิดปัญหาเงินเฟ้อ) การปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัวพร้อมทั้งมาตรการอื่นๆดังกล่าวแล้วก็เชื่อได้ว่าจะทำให้เกิดผลทำนองเดียวกันในประเทศไทยของเรา
6. สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้นใคร่จะขอเน้นว่า แม้ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ของอเมริกาและของธนาคารกลางญี่ปุ่นเองจะเคยเชื่อกันว่าถ้าค่าเงินเยนเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ญี่ปุ่นขายสินค้าออกได้เงินน้อยลง แต่ก็ปรากฏเกือบจะตลอดมาว่าค่าเงินเยนได้ขึ้นไปหลายเท่าตัวแล้ว แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงขายสินค้าได้เงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกที (จะมีสะดุดบ้างก็เป็นส่วนน้อยมาก) เรื่องนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ที่ดีว่าแม้ความเห็นของธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาสูงสุดก็ยังอาจผิดได้เสมอ
7. ความจริงนั้นถ้าการที่เงินบาทจะลอยตัวสูงขึ้นจะกระทบกระเทือนถึงการส่งออกของประเทศเราบ้าง ก็เชื่อว่าจะมีเป็นส่วนน้อยในบางครั้งเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ถึงแม้เราจะไม่เข้าไปแทรกแซง ค่าเงินบาทก็จะปรับตัวของมันเองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุดอยู่แล้ว นั่นคือ ในขณะใดที่ค่าเงินบาทเริ่มจะลอยตัวขึ้นสูงเกินความเป็นจริง การส่งออกสินค้าของเราก็อาจจะชะลอตัวลงบ้าง ซึ่งจะทำให้การไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศชะลอตัวลง ก็จะมีผลทำให้เงินบาทขึ้นค่าต่อไปไม่ได้ ค่าเงินบาทก็จะอยู่ในสภาะสมดุล การปรับตัวโดยกลไกตลาดตามธรรมชาติเช่นนี้ก็เป็นไปตามหลักการค้าเสรี ซึ่งย่อมจะมีประสิทธิภาพสูงและเกิดประโยชน์สูงสุดกว่าการค้าที่มีการจัดการหรือแทรกแซงโดยรัฐ
หรืออาจกล่าวได้ว่าการปรับตัวเองของค่าเงินบาทเช่นนี้ย่อมจะดีกว่าและจะเป็นไปโดยเหมาะสมที่สุด ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจดีที่สุด แตกต่างจากการกำหนดค่าเงินบาทโดยกองทุนรักษาระดับเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอาจมีการกำหนดค่าเงินบาทโดยความคิดที่ผิดพลาดหรือหัวโบราณ หรือเลือกที่รักมักที่ชังต่อกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะปรับปรุงให้ดีได้ สรุปแล้วไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องคอยไปลด-หรือกดค่าเงินบาทให้ตกต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างที่เรามักจะคอยกระทำกันอยู่เป็นส่วนมากตลอดเวลาเกือบ 2 ทศวรรษที่แล้วมา
8. สำหรับราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาจะขายได้นั้น การที่เรามักจะคอยกดค่าเงินบาทไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างที่แล้วมา ซึ่งทำให้เงินตราสกุล “แข็ง” ต่างๆ เช่น มาร์ก เยน ฟรังก์สวิส ดอลลาร์สิคโปร์ ไต้หวัน ฯลฯ ขึ้นราคา และข้าวไทยในประเทศเหล่านั้นอาจจะถูกลงบ้าง แต่ก็จะไม่เป็นเหตุให้ข้าวไทยขายได้มากขึ้น เพราะถ้าราคาข้าวไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ลดราคาลง ราคาข้าวของประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ก็จำต้องลดตามลงด้วย ข้าวไทยจึงขายได้ดีเท่าเดิม ฉะนั้น จำนวนข้าวที่ตกค้างในประเทศไทยก็จะมีจำนวนเท่าเดิม จึงจะไม่เป็นเหตุให้ราคาข้าวในประเทศไทยดีขึ้นได้ การกดค่าเงินบาทให้ตกต่ำไว้จึงไม่เป็นผลดีต่อชาวนาไทยอย่างไร แต่กลับมีผลเสียทำให้ชาวนามีค่าครองชีพสูงขึ้น
9. ถ้าจะมีผู้แย้งว่าถ้าค่าเงินบาทลอยตัวยสูงขึ้นจะทำให้ญี่ปุ่นไม่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย ทำให้เราขาดประโยชน์ไปเปล่าๆ ก็ตอบได้ว่าถ้าค่าเงินบาทลอยตัวสูงขึ้น ก็จะไม่ขึ้นสูงมากมายอย่างเช่นค่าเงินเยน โดยเฉพาะค่าแรงของประเทศเรานั้นก็ต่ำกว่าในประเทศญี่ปุ่นสิบเท่า และยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายประการที่ญี่ปุ่นเห็นว่าการลงทุนในประเทศไทยได้ประโยชน์มากกว่า ฉะนั้นแม้ค่าเงินบาทจะสูงขึ้นบ้าง ญี่ปุ่นก็ต้องย้ายฐานผลิตมาอยู่ในประเทศไทยอยู่นั่นเอง (อีกประการหนึ่ง ถ้าในอนาคตค่าเงินบาทลอยตัวสูงขึ้นมากจนญี่ปุ่นไม่อยากย้ายฐานการผลิตเข้าในประเทศไทย ก็แสดงว่าประเทศไทยร่ำรวยมาก ซึ่งการลงทุนจากญี่ปุ่นน่าจะเป็นเรื่องไม่จำเป็นเสียแล้ว)
10. ในเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น ดังได้กล่าวแล้วว่า ถึงแม้เงินบาทจะมีค่าสูงขึ้น ก็จะไม่ถึงกับเป็นผลเสียต่อการส่งออกของเรา ยิ่งกว่านั้นสำหรับสินค้าไทยบางชนิดซึ่งเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ ถ้าการลอยตัวสูงขึ้นของค่าเงินบาทจะทำให้สินค้าเหล่านี้มีราคาแพงขึ้นในต่างประเทศ ก็น่าจะยังคงขายได้ดี และจะทำให้เราได้เงินจากการส่งออกสินค้าประเภทนี้มากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ (ทำนองเดียวกับรถญี่ปุ่นซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อเงินเยนขึ้นราคา ก็มีราคาในต่างประเทศแพงขึ้น แต่การส่งออกมักจะไม่น้อยลง และกลับได้เงินตราต่างประเทศเข้าประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น) และเมื่อได้ใช้มาตรการต่างๆที่ได้เสนอตามบทความนี้แล้ว ประเทศเราก็จะมีการลงทุนขยายและสร้างโรงงานผลิตสินค้าเพื่อส่งออกกันมากขึ้น โดยจะมีการแข่งขันในเรื่องคุณภาพและราคามากขึ้น ซึ่งจะทำให้สินค้าออกของเราเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งจะเป็นผลดีต่อดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าเป็นผลเสีย
11. ในเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งกำลังเป็นที่วิตกกันมากนั้น เราควรจะเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันในอดีตด้วย คงจะจำกันได้ว่าผู้ที่คุมนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศเรามักจะมีความวิตกในเรื่องที่เราเสียเปรียบดุลการค้าหรือดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบจะตลอดมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่การณ์กลับปรากฏว่าการเสียเปรียบดังกล่าวไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นเมืองไทยของเรากลับมีเศรษฐกิจโตขึ้นและร่ำรวยขึ้นหลายเท่าตัวในระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้มิใช่เรื่องที่แปลกประหลาดแต่อย่างใด แม้กระทั่งผู้เขียนเองก็ได้เขียนแสดงความคิดเห็นตลอดมาตั้งแต่ต้นว่าการขาดดุลการค้าของเรานั้นไม่ใช่เรื่องน่าจะกังวล เพราะดุลชำระเงินของเราหาได้ขาดดุลไม่ ฯลฯ
12. ความจริงนั้น การขาดดุลการค้าและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเรื่องธรรมดาของประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโดนขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้ว่าแม้แต่สหรัฐอเมริกาเองสมัยที่เพิ่งเริ่มจะเจริญ ก็จะมีการขาดดุลการค้าอย่างมากมายเป็นเวลาสิบๆปีติดต่อกัน (จากสถิติของรัฐบาลกลางสหรัฐ) เนื่องจากสหรัฐจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าประเภทและครื่องจักรกลต่างๆจำนวนมากจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป) ในขณะที่รายได้จากการส่งออกของสหรัฐยังไม่มีพอเพียงที่จะชำระราคาสินค้าประเภททุนและเครื่องจักรดังกล่าว ซึ่งถ้าสหรัฐมัวแต่ระวังไม่ยอมให้มีการขาดดุลการค้าจำนวนดังกล่าว นั่นคือ ไม่ย่อมสั่งซื้อสินค้าประเภททุนหรือเครื่องจักกลมูลค่ามหาศาลจากยุโรป สหรัฐก็คงจะไม่เจริญและร่ำรวยขึ้นมาจนเป็นประเทศผู้นำของโลกได้อย่างในปัจจุบัน
13. การขาดดุลการค้าและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยเราก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ก็เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าสินค้าประเภททุนและเครื่องจักรกลมูลค่ามหาศาลจากต่างประเทศ ซึ่งการนำเข้าเช่นนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราเจริญเติบโตและร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดมา จึงน่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นมากกว่าจะเป็นสิ่งที่น่าตกใจจนเกินไป จนถึงกับต้องใช้มาตรการรุนแรงเข้าแก้ไขด้วยวิธีขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนเศรษฐกิจเสื่อมลงอย่างในปัจจุบัน
14. มีข้อน่าสังเกตว่าในปี 2533 ไทยเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากถึง 8.5% ของจี.ดี.พี. แต่ก็มีอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจถึง 11% กว่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นระยะที่เศรษฐกิจดีมาก และประเทศไทยก็เจริญและร่ำรวยมากจนถึงปี 2536 เศรษฐกิจจึงเริ่มจะเสื่อมลง เพราะการที่เราจงใจทำให้ดอกเบี้ยสูงจนเกินไป (ไม่ใช่เสื่อมลงเพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด)
15. อย่างไรก็ตาม ถ้าเรายังมีความกังวลอยู่ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นก็มีกลไกตลาดเสรีที่สามารถปรับตัวเองได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว นั่นคือเมื่อใดมีการนำเข้าสินค้า เช่น สินค้าฟุ่มเฟือยมากเกินไป ฯลฯ หรือรัฐบาลเราใช้จ่ายเงินจนเกินตัวไปมากจนเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาก จนถึงกับดุลชำระเงินจะขาดดุลไปด้วย ค่าเงินบาทที่ลอยตัวอยู่ก็จะลดลงเอง ทำให้สินค้าเข้าและการไปเที่ยวต่างประเทศของคนไทยมีแนวโน้มลดน้อยลงอันจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้นจนเหมาะสมได้เอง โดยไม่ต้องจงใจทำให้ดอกเบี้ยสูงไว้ล่วงหน้าจนทำให้เศรษฐกิจเสียหายอย่างที่เราปฏิบัติอยู่ ซึ่งเป็นการเสี่ยงอย่างมากต่อการที่เศรษฐกิจอาจจะตกต่ำลงอย่างรุนแรงเมื่อใดก็ได้ และเป็นการเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่าและไม่จำเป็นด้วย
16. แต่ถ้าเราไม่ต้องการจะใช้กลไกตลาดเสรีตามที่กล่าวในข้อ 15 คือไม่ต้องการให้เงินบาทมีค่าลดลง เราก็อาจจะใช้วิธีลดการใช้จ่ายของประเทศไทยให้น้อยลง เช่น ใช้วิธีขึ้นภาษีสรรพสามิตสินค้าฟุ่มเฟือย ก็จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้น โดยไม่ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้เศรษฐกิจเสื่อมโทรม
17. ที่เรามักจะเชื่อกันว่า ถ้าอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจสูงกว่าประมาณ 8.5 % ต่อปีแล้ว เศรษฐกิจจะเครื่องร้อนเกินไป เกิดปัญหาเงินเฟ้อน้น ควรพิจารณาตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นในอดีตช่วงที่กำลังเจริญขึ้นโดยรวมเร็ว เศรษฐกิจโตขึ้นปีละ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์อยู่เป็นเวลานานนั้น ญี่ปุ่นไม่มีปัญหาเงินเฟ้อเลย มีอัตราเงินเฟ้อไม่เกินประมาณปีละ 1-2% ซึ่งสาเหตุหลักเป็นเพราะดอกเบี้ยต่ำ ความเจริญสูง สินค้าออกเพิ่มอย่างรวดเร็ว ดุลชำระเงินได้เปรียบสูง ค่าเงินเยนจึงสูงขึ้นเป็นระยะๆ (จนบัดนี้ขึ้นคงจะประมาณ 4 เท่าตัวแล้ว) ทำให้ราคาน้ำมันดิบและสินค้าเข้าโดยเฉพาะวัตถุดิบต่างๆถูกกว่าปกติหลายเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและสินค้าที่ผลิตได้มีราคาถูก จนญี่ปุ่นมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุด
18. นโยบายที่ทำให้เงินบาทลดค่าลงไปเรื่อยๆ ที่เราปฏิบัติอยู่จะเรียกว่าเป็นการรักษาวินัยทางการเงินหรือไม่ก็ตาม น่าจะเป็นนโยบายที่ไม่น่าชื่นชมนัก เพราะประเทศใดก็ตามที่มีค่าของเงินตกต่ำลงไปเรื่อยๆ นั้น มักจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่กำลังเสื่อมลงมากกว่าเจริญขึ้น
19. อีกประการหนึ่ง การที่ค่าเงินบาทถูกลดค่าลงไปเรื่อยๆ เกือบจะตลอดมานั้น เป็นการสวนทางกับนโยบายที่ไม่ต้องการให้มีปัญหาเงินเฟ้อเกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือ ถ้าค่าเงินบาทลดค่าลงไปเรื่อยๆ ราคาสินค้าในประเทศเราก็มีแนวโน้มจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ผู้เขียนเคยพยากรณ์และคัดค้านไว้แล้วเป็นครั้งแรกในหน้าหนังสือพิมพ์-พิมพ์ไทยและมหาราษฎร์ ตั้งแต่มีการประกาศลดค่าเงินบาทเป็นทางการครั้งที่ 1 ประมาณ 10% เมื่อประมาณปี 2516 ซึ่งรัฐบาลได้ยอมกลับขึ้นค่าเงินบาทประมาณ 5% ในครึ่งปีต่อมา (โปรดดูบทความของผู้เขียนในวารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “เรื่องการลดค่าเงินบาทเป็นเรื่องผิดพลาดแต่ปรับคืนค่าเดิมได้” (ปีที่ 4 เล่มที่ 2-3 ม.ค. – มิ.ย. 28 หน้า 143-148)
นอกจากนี้ความกดดันเรื่องเงินเฟ้อในประเทศไทยยังเกิดจากการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนผู้ยากจน ซึ่งเดิมมีรายได้น้อยเพราะเมืองเรายังยากจน แต่ต่อมาเขาเหล่านั้นรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความเจริญของบ้านเมือง ซึ่งเหตุนี้เป็นเหตุประกอบที่ทำให้ดัชนีค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็น เราจึงไม่ควรเข้าไปแตะต้องในจุดนี้
20. การที่เราสนับสนุนการส่งออกด้วยการจงใจทำให้ค่าเงินบาทต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น ถ้ามองให้ลึกซึ้งจริงๆ แล้ว น่าจะไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำให้เงินเฟ้อและทำให้คนยากจนทั้งประเทศต้องซื้อของแพงขึ้น มีรายจ่ายสูงขึ้น ซึ่งมีผลเท่ากับเก็บภาษีจากคนยากจน นำไปสนับสนุนการส่งออกและฐานะและความร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีของผู้ส่งออกบางกลุ่มซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมีมากขึ้น
21. ความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (8% กว่าในปี 2537-2538) ที่จริงแล้วยังไม่ใช่อัตราที่น่าภูมิใจหรือน่าพอใจเท่าที่ควร เพราะประเทศสังคมนิยมในแหลมอินโดจีนก็สามารถทำได้ใกล้เคียงแล้ว ส่วนจีนแดงนั้นก็ทำได้ถึง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ทั้งๆที่ประเทศเหล่านี้มิได้ใช้ระบบการค้าเสรีและมีอุปสรรคต่างๆ ในการพัฒนาอย่างมากมาย ส่วนเกาหลีใต้นั้นก็ยังมีความเจริญทางเศรษฐกิจถึงกว่า 9% ในปี 2538 ทั้งๆที่มี จี.ดี.พี. เฉลี่ยเป็นรายหัวสูงกว่าประเทศเราหลายเท่าตัว (ซึ่งย่อมเป็นการยากยิ่งที่เศรษฐกิจจะโตเร็ว)
สรุปแล้วสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยสูงเกินไป (คงจะประมาณเกือบ 6% ในปี 2539) เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง ซึ่งเกือบจะตลอดเวลา 20 ปีที่แล้วมาได้เข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด โดยคอยกดค่าเงินบาทไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง (โดยเชื่อว่าเพื่อสนับสนุนการส่งออก)
การกดค่าเงิ
|