ตามที่ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พยายามเข้าปกป้องหรือพยุงค่าเงินบาทไว้ด้วยนโยบายดอกเบี้ยสูงนั้นเห็นว่าจะช่วยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่กลับจะทำให้เกิดผลเสียหายอีกหลายประการ เช่นว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงยิ่งขึ้นไปจากเดิมซึ่งสูงมากอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้มีการลงทุนสร้างหรือขยายโรงงานน้อยลงไปอีก ทำให้สินค้าซึ่งมีต้นทุนสูงอยู่แล้วออกตลาดน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าออกก็จะมีราคาสูงและส่งออกได้น้อยยิ่งขึ้น ซึ่งจะกลับเป็นผลเสียต่อค่าเงินบาทมากขึ้นในระยะยาวด้วย
และที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ จะทำให้เศรษฐกิจชะงักรุนแรง อัตราความเจริญตกต่ำซึ่งจะย่ำแย่ลงไปกว่าที่แย่อยู่แล้ว และงบประมาณขาดดุลมากขึ้น (ส่วนดอกเบี้ยที่ต่ำตามธรรมชาติก็จะมีผลตรงกันข้าม ซึ่งเป็นความเห็นของธนาคารกลางใหญ่ๆทั่วโลกด้วย) การที่ ธปท. ใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีกจึงเห็นได้ว่าเป็นการสร้างปัญหาให้มากขึ้นอีกโดยแท้
การที่ต่างประเทศมีแนวโน้มเชื่อถือค่าเงินบาทน้อยลงนั้น ความจริงก็มีสาเหตุมาจากดุลชำระเงินของเราเริ่มถูกกระทบกระเทือนเพราะสินค้าออกตกต่ำ และเพราะ ธปท. ใช้มาตรการแทรกแซงกลไกตลาด ทำให้เงินกู้ระยะสั้นไหลเข้าน้อยลงเป็นเหตุสำคัญ (ผู้ว่า ธปท. ก็ยอมรับว่ามาตรการนี้ทำให้เงินไหลเข้าน้อยลงไปมาก) และการแก้ที่จะมีผลในทันทีก็ต้องแก้ที่สาเหตุ คือน่าจะยกเลิกวิธีการจำกัดเงินกู้ต่างประเทศระยะสั้นที่เริ่มใช้มาตั้งแต่กลางปี 2539 และหรือมิฉะนั้นก็ให้ยกเลิกหรือลดภาษีเงินได้ดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศเสีย เพื่อให้เจ้าหนี้ในต่างประเทศได้รับดอกเบี้ยเต็มที่โดยไม่ถูกหักภาษี ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการของเราสามารถกู้เงินเขาได้โดยเสียดอกเบี้ยต่ำลง ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์ไหลเข้ามามากขึ้น ทำให้ราคาดอลลาร์ในท้องตลาดลดลง ทำให้ค่าเงินบาทของเราแข็งแกร่งขึ้น และมีแนวโน้มสูงขึ้นในทันที ซึ่งจะเป็นการตัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทที่จะได้ผลเด็ดขาดและถาวรดีกว่านโยบายดอกเบี้ยสูงมาก เพราะย่อมจะไม่มีใครพยายามเปลี่ยนบาทเป็นดอลลาร์เพื่อหากำไรต่อไปและการกระทำเช่นนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เราเป็นหนี้ต่างประเทศมากเกินไป เพราะปัจจุบันนี้เรามีทุนสำรองสูงมาก ในขณะที่ประเทศเราอยู่ในพวกที่มีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ (แม้แต่สหรัฐเองก็เคยยกเลิกภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ตางประเทศไปเมื่อ 1-2 ทศวรรษมานี้)
อาจมีผู้โต้แย้งว่า นโยบายใดที่เป็นการเพิ่มหนี้ต่างประเทศ นโยบายนั้นย่อมจะไม่ถูกต้อง ก็ตอบได้ว่าการบริหารการเงินที่จะเอื้ออำนวยต่อความเจริญในอัตราสูงจะใช้นโยบายที่ระมัดระวังหรือกลัวมากเกินไปย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราระวังหรือกลัวมากเกินสมควร เราก็ควรต้องพอใจในเศรษฐกิจที่เสื่อมโทรมและเชื่องช้าเท่านั้น
ความเจริญอย่างรวดเร็วของเราในรอบ 2-3 ทศวรรษที่แล้วมา ซึ่งได้ทำให้เรามีสินค้าออกมากมายและมี จี.เอน.พี. สูง จนประเทศไทยมีเครดิตในสายตาต่างชาติดีมาก เกิดขึ้นได้เพราะเงินทุนและเงินกู้จากต่างประเทศเป็นส่วนสำคัญ (ทั้งหนี้ระยะสั้นที่เสียดอกเบี้ยต่ำกว่าและเป็นผลดีต่อดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า และหนี้ระยะยาวซึ่งเสียดอกเบี้ยสูงกว่า) จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะเกิดกลัวหรือพยายามลดการกู้เงินต่างประเทศขึ้นมาในตอนนี้ สิ่งที่ควรกลัวและหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือนโยบายที่ผิดพลาด เช่น การทำให้ดอกเบี้ยสูงผิดธรรมชาติจนเศรษฐกิจเสื่อมโทรม การส่งออกตกต่ำ หรือการที่รัฐจะลงทุนเป็นเจ้าของรถใต้ดินเอง ฯลฯ หรือการลงทุนที่รัฐต้องให้การคุ้มครองเพราะไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ 2 ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถใช้หนี้ต่างประเทศได้ทำนองเดียวกับเม็กซิโก (แม้จะเป็นหนี้ระยะยาวก็ตาม) ส่วนหนี้ในกิจการที่รัฐมิได้ให้การคุ้มครองไม่ว่าจะเป็นหนี้ระยะสั้นหรือหนี้ระยะยาวก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่นักลงทุนผู้ก่อหนี้จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วว่าจะต้องมีกำไรพอชำระหนี้ได้ และควรจะมีหนี้ระยะสั้นและระยะยาวเป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด ซึ่งโดยทั่วไปเจ้าหนี้ในต่างประเทศก็ย่อมจะให้ความเชื่อถือลูกหนี้ประเภทนี้เป็นอย่างมาก และไม่เคยปรากฏว่าเขาได้เคยบังคับให้ชำระหนี้ระยะสั้นคืนพร้อมกันจนเกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย และเขาย่อมจะไม่ทำเช่นนั้นในอนาคต ตราบใดที่เราใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ถูกต้องซึ่งมีแต่จะทำให้เราร่ำรวยและมีความสามารถที่จะใช้หนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งย่อมจะทำให้ “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” เขยิบสถานะของเราให้สูงขึ้นด้วย
การพยายามลดหนี้ระยะสั้นนั้น นอกจากดูจะขัดแย้งกับการเปิดเสรีทางการเงินแล้ว ผลที่สุดน่าจะมีส่วนทำให้ประเทศไทยยากจนลง ซึ่งจะทำให้เครดิตเลวลง มิใช่ดีขึ้น จึงน่าจะเป็นการสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา (และความจริงจะเห็นได้ว่าหลังจากมาตรการให้สำรอง 7% แล้ว หนี้ระยะสั้นได้ปรับตัวจาก 50% เหลือ 44.6% (ไทยรัฐ 22 ก.พ. 40 หน้า 8) ซึ่งเห็นได้ว่าไม่มีผลดีอย่างเป็นรูปธรรมและไม่คุ้มกับการที่ค่าเงินบาทต้องอ่อนตัวลง)
การยกเลิกมาตรการจำกัดหนี้ระยะสั้นนี้สามารถทำได้โดยเพียงแต่อ้างว่า “สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป” ซึ่งไม่ใช่ของแปลก เพราะสมัยที่ ธปท. ประกาศลดค่าเงินบาทครั้งแรก (10%) เมื่อปี 2516 และผู้เขียนได้คัดค้านในหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์และพิมพ์ไทยนั้น ก็ปรากฏว่า ธปท. ได้กลับใจปรับค่าเงินบาทให้กลับสูงขึ้นประมาณ 5% ในเวลาประมาณ 6 เดือนหลังลดค่าดังกล่าว ซึ่งก็ได้ผลดี และมิได้ถูกโจมตีจากฝ่ายใด3
ปัญหาทั้งหลายแหล่ที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ที่จริงแล้วก็เกิดขึ้นเพราะนโยบายผิดพลาดในอดีตที่เจ้าหน้าที่ของรัฐคอยเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด โดยกดค่าเงินบาทให้ต่ำกว่าความเป็นจริง (คือ สวนกระแสตลาดเสรี) เป็นเวลานับสิบปี (ก่อนประมาณเมษายน 2539) เพื่อสนับสนุนการส่งออก ซึ่งแม้จะได้ผลอยู่บ้าง แต่ก็มีผลทำให้ความเจริญไม่มีเสถียรภาพ เพราะค่าเงินบาทที่ต่ำทำให้สินค้ามีต้นทุนสูงเพราะสินค้าเข้ามีราคาแพง โดยเฉพาะสินค้าประเภททุน เช่น เครื่องจักรกลโรงงาน อะไหล่ วัตถุดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ย ฯลฯ ทำให้สินค้าแพง อัตราเงินเฟ้อสูง4 ประชาชนยากจน ซึ่งถ้าจะแก้ไขก็ต้องแก้ไขที่สาเหตุ คือต้องปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดเพื่อลดต้นทุนของสินค้า แต่ ธปท. ไม่ได้แก้ไขที่สาเหตุดังกล่าว แต่กลับไปใช้วิธีแก้ไขโดยการลดสภาพคล่อง ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งแม้จะเป็นการลดดีมานด์ของสินค้า แต่ก็เป็นการแก้ผิดจุดและฝ่าฝืนความจริงของตลาด จึงไม่ค่อยได้ผลและกลับมีผลเสียทำให้เศรษฐกิจเสื่อมโทรม สินค้าออกตกต่ำ ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ดีขึ้น และค่าเงินบาทเริ่มจะตกต่ำลงไปจริงๆ (ซึ่งผู้เขียนเคยพยากรณ์ไว้แล้วใน “สยามรัฐ” 21 ก.ย. 39 และ “วัฏจักร” 29 ก.ย. 39 ฯลฯ)
มีข้อควรสังเกตด้วยว่าหน่วยงานทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาน้อยมักจะชอบสอดแทรกบิดเบือน (Distort) หรือฝ่าฝืนกลไกตลาดจนเกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้วซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่เจริญและไม่ร่ำรวยเท่าที่ควร
สำหรับประเทศไทยเห็นว่าการแก้ปัญหาที่มีผลถาวรและจริงจังนั้นต้องอย่าไปแก้ในลักษณะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นที่จุดอื่นให้ยุ่งกันไปหมดจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ อย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ แต่ต้องแก้ที่สาเหตุคือ ต้องปล่อยเศรษฐกิจให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรีให้มาก
นั่นคือต้องปล่อยสภาพคล่องให้สูงขึ้นตามธรรมชาติ
เช่น ธปท. จะต้องเลิกดูดซับสภาพคล่องและต้องซื้อพันธบัตรภาครัฐออกไปจากตลาดเงินให้มากๆ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงได้มาก (ควรจะอยู่ในระดับ 10-11%) และรัฐบาลจะต้องเปิดเสรีการผลิต (ทำนองเดียวกับในฮ่องกงและสหรัฐ) และส่งเสริมการลงทุนให้ทุกราย อันจะทำให้มีการลงทุนขยายการผลิตมากขึ้น มีการแข่งขันสูงขึ้นทั้งในเรื่องคุณภาพและราคา มีสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้นในราคาที่ต่ำลง ส่งสินค้าออกได้มากขึ้น อัตราความเจริญสูงขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น และควรลอยตัวค่าเงินบาทซึ่งย่อมจะลอยสูงขึ้นตามกลไกตลาด (ซึ่งผู้ส่งออกสามารถจะประกันความเสี่ยงกับธนาคารพาณิชย์ได้ทำนองเดียวกับที่เขาประกันอยู่แล้วในการส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นหรืออียู) ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลให้อีกไม่นานเศรษฐกิจของเราก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว (ควรจะทำได้ถึง 9-11%) พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง (ควรจะไม่เกิน 4%) ซึ่งจะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะดี มีกำลังซื้อสูง สินค้าที่เราผลิตได้ก็จะจำหน่ายในประเทศได้มากขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องหวังพึ่งสินค้าออกมากเกินไปจนถึงกับต้องส่งออกไปขายในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง (โดยวิธีกดค่าเงินบาทให้ต่ำ) อย่างที่แล้วมา
ความเจริญทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นเพราะสินค้าขายได้ในประเทศมากขึ้นนี้จะมีอัตราสูง และจะทำให้ประชาชนมีระดับการครองชีพสูงกว่า จึงมีเสถียรภาพมากกว่าความเจริญที่เกิดขึ้นเพราะการส่งสินค้าออกไปขายในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างสมัยก่อนปี 2539 จึงจะถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจก็ว่าได้
อนึ่ง การลอยตัวสูงขึ้นของค่าเงินบาทตามกลไกตลาดดังกล่าวก็จะทำให้สินค้าเข้าประเภททุนมีราคาต่ำลงและแม้กระทั่งค่าแรงก็จะไม่สูงนัก ซึ่งจะมีผลทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนต่ำลง และมีราคาภายในประเทศต่ำลง อัตราเงินเฟ้อต่ำลง ความจำเป็นที่จะต้องขึ้นราคาส่งออกจึงมีไม่มากและไม่น่าจะทำให้รายได้จากการส่งออก (เป็นเงินตราต่างประเทศ) ลดต่ำลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดมาแล้วในสิงคโปร์และไต้หวัน ฯลฯ ตั้งแต่เขายังไม่ได้เป็นประเทศที่พัฒนาจนกระทั่งเขาร่ำรวยมากแล้วในปัจจุบัน
แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐก็ยังแสดงความเห็น (ปรากฏในสื่อมวลชนเมื่อ ก.ค. 2539) ว่า การที่ค่าเงินดอลลาร์ได้สูงขึ้นถึงประมาณ 40% เป็นผลดี ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐแข็งแกร่งและอัตราเงินเฟ้อก็จะลดต่ำลงด้วย ซึ่งคำกล่าวนี้เท่ากับแสดงอยู่ในตัวว่าถ้าค่าของเงินต่ำลง อัตราเงินเฟ้อก็จะสูงขึ้น (ทั้งๆที่สหรัฐสั่งสินค้าเข้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ จี.ดี.พี. ต่ำกว่าประเทศไทยเรามากมาย)
การแก้ไขเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว ผู้กระทำคงจะต้องใช้ความกล้าหาญบ้าง แต่ผลที่จะได้รับนั้น จะคุ้มค่าความเสี่ยงที่บางคนคิดว่าอาจมีอยู่บ้างมากมายทีเดียว
เพราะนโยบายที่ผิดพลาด (เช่น การทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าความเป็นจริงมาก) ก็ได้ทำให้ประเทศเราเสียหายมากมายและอยู่ในความเสี่ยงที่สูงมากยิ่งกว่าจนเทียบกันไม่ได้ เช่น เสี่ยงกับการที่เศรษฐกิจอาจจะเสื่อมโทรมลงไปอย่างรุนแรงเมื่อใดก็ได้ (ซึ่งค่าเงินบาทก็จะดิ่งลงต่ำอย่างที่ไม่มีใครจะยับยั้งได้) ทำนองเดียวกับที่ได้เคยทำให้เศรษฐกิจพังทลายในสหรัฐเมื่อปี 1929 มาแล้ว
คงจะพอสรุปได้ว่า ถ้าเราไม่ปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจให้ถูกต้องดังกล่าวแล้ว ถึงเราจะเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจหรือเปลี่ยนรัฐบาลกี่รัฐบาล เศรษฐกิจก็ยากที่จะดีขึ้นได้

|