|
นายมีพาศน์ โปตระนันทน์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาและผู้บรรยายพิเศษจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงแนวทางด้านดำเนินงานของ ธปท. ภายหลังจากปรับค่าเงินบาทลอยตัวที่จะทำให้เศรษฐกิจปรับตัวขึ้นได้ว่า ควรจะต้องมีมาตรการดึงเงินตราต่างประเทศเข้ามาลงทุน การหาทางลดอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องในระบบให้มากขึ้น ทั้งนี้ การเพิ่มสภาพคล่องในเฉพาะหน้าก็คือ ปัจจุบันมีพันธบัตรอยู่ในระบบประมาณ 3 แสนล้านบาท หาก ธปท. ออกมาซื้อพันธบัตรกลับไปในวงเงิน2แสนล้านบาทก็จะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นมาในระบบในอัตราเท่ากันและจะกดดันให้อัตราดอกเบี้ย
ลดลง
สำหรับแนวทางมาดึงเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนนั้น ธปท. ควรจะทำการยกเลิกภาษีเงินได้จากเจ้าหนี้เงินกู้ต่างประเทศที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 15% ของดอกเบี้ย ซึ่งหากยกเลิกไปจะทำให้ต่างประเทศสามารถที่จะลดดอกเบี้ยลงมาได้เมื่อไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไป และจะยิ่งเป็นการจูงใจให้เม็ดเงินต่างประเทศเข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจในประเทศที่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ก็จะได้รับประโยชน์ที่จะเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลงไปด้วย อีกทั้งในระยะต่อไปเมื่อมีเงินต่างประเทศเข้ามามากจะทำให้ปริมาณเงินตราต่างประเทศโดยเฉพาะสกุลดอลลาร์สหรัฐเข้ามามาก จะส่งผลให้ทุนสำรองมากขึ้น และตามกฎของดีมานด์ซัพพลาย เงินบาทย่อมแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์
นายมีพาศน์ กล่าวอีกว่าอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องการควบคุมหนี้ระยะสั้นของ ธปท. ที่ผ่านมาซึ่งส่งกำหนดให้สถาบันการเงินที่นำเข้าต้องวางสำรอง 7% นั้น ทำให้เงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศน้อยลงไปมาก ทำให้ขาดสภาพคล่องมาต่อเนื่อง
“ที่ผ่านมาเราไปวิตกเรื่องหนี้ระยะสั้นกันมากจนเกินเหตุ จนทำให้เกิดการเข้มงวดการนำเงินเข้ามาและทำให้ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ซึ่งหากเรามีปริมาณเงินที่สมดุลในประเทศแล้ว เศรษฐกิจย่อมดีขึ้น และนโยบายที่มุ่งเน้นให้ใช้เงินออมในประเทศกันมากช่วงที่ผ่านมา น่าจะปรับเปลี่ยนไปเพราะทำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอดและเศรษฐกิจเสื่อมโทรมลง”
|