|
นายมีพาศน์ โปตระนันทน์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และผู้บรรยายพิเศษคณะนิติศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่างมุมมองออกไปได้น่าฟังว่า ก่อนที่เราจะไปกู้เงินจากต่างประเทส เช่นจาก IMF ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถ จะดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามา เช่น
1. ทางการควรยกเลิกภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศ ที่กู้ผ่าน BIBF เพราะจะทำให้ต้นทุนเงินกู้นอกต่ำลง และจูงใจให้เงินกู้ต่างประเทศเข้ามามากขึ้น และส่งผล ถึงอัตราดอกเบี้ย ลดลงไปด้วย ซึ่งจะทำให้ เอกชนได้เงินกู้ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำลง
2. หนี้ระยะสั้นที่ ธปท. เคยกำหนดเข้มงวด ให้ต้องมีการสำรอง 7% ทำให้เงินทุนไหลเข้า น้อยลงไปมากนับแต่กลางปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดจากไตรมาสแรกปี 2539 เงินทุนไหลเข้าทั้งสิ้น 153,000 ล้านบาท แต่ไตรมาสแรกปีนี้เหลือเพียง 63,000 ล้านบาทเท่านั้น หากผ่อนคลายมาตรการนี้ลง จะทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามามากขึ้น สภาพคล่องในประเทศก็จะดีขึ้น
3.ควรจะให้สาขาธนาคารต่างประเทศในไทย หรือบริษัท ที่จะเข้าประกอบธุรกิจสถาบันการเงินในไทย สามารถประกอบธุรกรรมได้ ใกล้คียงกับสถาบันการเงินของไทย เพราะนอกจากจะทำให้เงินทุน
เข้ามาจำนวนมาก ยังจะทำให้ประชาชนได้รับผลดีไปด้วย ทั้งในรูปของอัตราดอกเบี้ย และบริการอื่นๆ ที่ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะจะเกิดการแข่งขัน ตามกลไกตลาด
4. ควรเร่งให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และให้ต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นได้ ไม่เกิน 50% โดยเฉพาะ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น ปตท. ซึ่งจะทำให้สามารถ มีเงินทุนต่างประเทศ เข้ามาได้นับแสนล้านบาท และผลพวงที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพในการบริหาร และการบริการที่จะดีขึ้น และตกกับประชาชนผู้ใช้บริการ
วิธีการเหล่านี้ จะดีกว่าการที่รัฐบาล จะไปเป็นหนี้เพิ่ม เป็นเงินกว่า 5 แสนล้านบาท ที่จะต้องเสียดอกเบี้ย สมมติในอัตราต่ำ 7% ก็จะตกปีละ ประมาณ 35,000 ล้านบาท และไม่เหมาะสม กับการไปกู้เงิน มาเติมทุนสำรองทางการ เพราะเงินนั้น เป็นเงินกู้ไม่ใช่เม็ดเงินเข้ามาลงทุน เราจะมีภาระหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก หรือหากจะกู้ควรจะใช้วิธีการข้างต้นเสียก่อน 1-2 เดือน หากไม่ได้ผล จึงค่อยหันมากู้เงินนอกตามเจตนารมณ์เดิม และยิ่งหากจะไปกู้มาเพื่อหนุนงบประมาณของรัฐด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเท่ากับรัฐบาลฟุ่มเฟือย ไม่รักษาวินัยการเงินการคลังเสียเอง ในขณะที่รณรงค์ ให้ประชาชนช่วยกันรัดเข็มขัดและประหยัด เพราะการกู้ที่ไม่มีเป้าหมายการใช้เม็ดเงิน ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจที่ชัดเจนนั้น จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศให้เลวร้ายลงไปอีก ความเชื่อถือฐานะเครดิตของประเทศ ก็จะลดลงในสายตาของประชาคมโลกได้
|