|
ปรากฏว่าหลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนให้ค่าเงินบาทลอยตัวตามที่ผู้เขียนได้เสนอตลอดมา สภาวะการเงินได้ค่อยๆตึงตัวหรือฝืด*มากขึ้นจนขณะนี้เริ่มตึงรุนแรง ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้ว และศาสตราจารย์ประพันธ์ ศิริรัตน์ธำรง ประธานกรรมการบริษัทในเครือกลุ่มสหพัฒน์ กล่าวว่า (ฐานเศรษฐกิจ 30-31 ก.ค. 40 หน้า 15 คอลัมน์ 8) ปัญหาที่สำคัญที่ต้องแก้ไขตอนนี้ก็คือ อัตราดอกเบี้ยสูงมาก และเงินก็หายากมากด้วย เงินกู้ดอกเบี้ยประมาณ 20% นั้นหายากมาก และดอกเบี้ยสูงขนาดนี้เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจส่งออกซึ่งมีกำไรเฉลี่ยประมาณ 5-6% เท่านั้น หากจะต้องกู้เงินเพื่อมาใช้หมุนเวียนในขณะนี้ ธุรกิจไหนถ้ายังเดินหน้าต่อไป ก็ต้องขาดทุน หากไม่รีบหาทางแก้ไข ก็จะสงผลกระทบเป็นลูกโซ่ คือ ธุรกิจจะดำเนินต่อไปไม่ได้ และรัฐจะไม่มีรายได้จากการจัดเก็บภาษี
สภาพดังกล่าว เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้เขียนเห็นว่าแม้ ไอ.เอ็ม.เอฟ. จะได้ตกลงที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือประเทศไทยในแง่กำกับดูแลนโยบายการคลัง-การเงิน และนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆให้เหมาะสม รวมทั้งให้คำมั่นว่าจะมีวงเงินที่พร้อมจะให้ประเทศไทยกู้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวด้วย แต่เราจะต้องอย่าลืมว่าคนที่รู้ปัญหาของประเทศไทยดีที่สุดบางทีก็อยู่ในประเทศไทยเองด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงต้องจัดการกับปัญหาของเราเองด้วยไม่ใช่จะปล่อยให้ ไอ.เอ็ม.เอฟ ดูแลแต่เพียงอย่างเดียว
เราจะต้องไม่ลืมว่าสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลกที่เริ่มเมื่อปี 1929 นั้น ตอนที่เริ่มต้นขึ้นในสหรัฐอเมริกาปัญหายังไม่ได้รุนแรง แต่นักเศรษฐศาสตร์มือเยี่ยมๆ ของสหรัฐฯ สนับสนุนให้ผู้คุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ลดปริมาณเงินหมุนเวียนหรือสภาพคล่องลงมาก ทำให้เงินฝืดอย่างมากถึง 3 ปี (ซึ่งเป็นนโยบายการเงินที่ผิดพลาด) จนทำให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงในสหรัฐฯ โรงงานอุตสาหกรรมกว่าครึ่งหยุดทำงาน ทำให้ประชาชนผู้ใช้แรงงานไม่มีงานทำและไม่ได้ค่าแรง ผลิตภัณฑ์มวลรวมและรายได้เฉลี่ยของประเทศตกลงไปประมาณ 40% ทำให้คนทั้งประเทศลำบากยากจนมาก ซึ่งทำให้มีปัญหาสังคมต่างๆ ตามมาด้วย
สภาวะเงินฝืดหรือเงินตึงรุนแรงในประเทศไทยขณะนี้ ความจริง ธปท. สามารถที่จะทำให้เงินหายฝืดได้ แต่ ธปท. ไม่ยอมทำ เพราะกลัวว่าจะทำให้เงินเฟ้อ (ซึ่งในทางวิชาการ ก็คือ ของแพงนั่นเอง)
ที่ถูกแล้ว ธนาคารกลางใหญ่ๆทั่วโลก ในบางครั้งอาจจะต้องยอมทำให้เงินฝืดขึ้นบ้างเพียงเล็กน้อย เฉพาะในกรณีที่เศรษฐกิจบูมเกินไปหรือที่พูดกันง่ายๆ ว่า over heat ซึ่งไม่ใช่กรณีของปรแทศไทยในขณะนี้ เพราะปัญหาของแพงหรือเงินเฟ้อของเราในระยะนี้เกิดจากสาเหตุที่ค่าเงินบาทต้องลอยต้วต่ำลงทำให้ต้นทุนของสินค้าแพงขึ้น ซึ่งถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ด้วยการทำให้ค่าเงินบาทดีขึ้น (ลอยตัวสูงขึ้น) โดยการทำให้มีเงินตราต่างประเทศเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะต้องส่งสินค้าออกให้ได้มากขึ้น ไม่ใช่ด้วยการทำให้เงินฝืดดอกเบี้ยแพงจนทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกเดือดร้อนต้องดำเนินกิจการไปด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะดอกเบี้ยสูงทำให้ราคาส่งออกก็สูง สินค้าส่งออกมีน้อยและส่งออกได้น้อยลงอย่างที่กำลังเดือดร้อนกันในขณะนี้ นโยบายเงินฝืด (tight money) ที่ใช้อยู่ในระยะนี้จึงสรุปได้ว่าเป็นผลเสียต่อค่าเงินบาท ซึ่งอัตราเงินเฟ้อจะยิ่งสูงขึ้น มิใช่จะต่ำลงอย่างที่คาดหวัง
ความจริงนั้น นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงที่เกิดขึ้นเพราะความกลัวเงินเฟ้อนี้อย่างน้อยก็ได้พิสูจน์ออกมาอย่างขัดเจนแล้วว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สินค้าออกของเราตกต่ำลงมากจนเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีการเก็งกำไรในค่าเงินบาท จนต้องลอยตัวมีค่าต่ำลงเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 จึงเห็นได้ชัดว่านโยบายนี้ นอกจากจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้แล้ว ยังกลับเป็นตัวการทำให้เงินเฟ้อมากขึ้นด้วย
ส่วนนโยบายเงินฝืด ดอกเบี้ยสูงเพื่อปกป้องค่าเงินบาทนั้น ได้มีการอ้างเหตุผลเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นปีนี้ แต่ก็ปรากฏว่าผลที่สุดนโยบายนั้นก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง โดยกลับมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทต้องลอยตัวต่ำลงในเดือน ก.ค. 2540 ทำนองเดียวกัน
ฉะนั้น สภาวะเงินฝืดดอกเบี้ยสูงที่หลายฝ่ายอ้างว่าจะดีขึ้นเองในประมาณ 1 ปี คำพูดทำนองนี้เราคงรู้กันดีว่าเชื่อได้หรือไม่ แต่ผู้เขียนขอยืนยันว่าควรจะจัดการเพิ่มสภาพคล่องในทันที ก่อนที่เศรษฐกิจและการส่งออกจะเสียหายยิ่งกว่านี้ และค่าเงินบาทจะยิ่งตกต่ำจนทำให้เงินเฟ้อหรือของแพงมากกว่านี้ ซึ่งอาจจะมีผู้โต้แย้งว่า เราจะเอาเงินที่ไหนเข้ามาในระบบทำให้เงินหายฝืดและดอกเบี้ยลดลงได้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ตอบได้ว่า ธปท. ได้เคยออกพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่องในระบบเข้าไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเคยมีผู้ประมาณว่าเกือบถึง 1 แสนล้านบาท ทำให้สภาพคล่องน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าพันธบัตรภาครัฐบาลขณะนี้เข้าใจว่ามีอยู่ประมาณสามแสนล้านบาท ซึ่ง ธปท. ควรจะซื้อเอาเข้าไปเก็บไว้หนึ่งถึงสองแสนล้านบาท ซึ่งจะมีผลเป็นการอัดฉีดเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในระบบซึ่งจะทำให้เงินหายฝืด แต่ก็อาจจะมีผู้แย้งอีกว่า ธปท. อาจไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อพันธบัตรจำนวนดังกล่าว ซึ่งก็ตอบได้ว่าถ้าไม่มีเงินพอจริงๆ ก็จำเป็นต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่มให้พอ
ซึ่งการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเท่าที่จำเป็นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ ธปท. ทำได้และเคยทำอยู่เป็นครั้งคราว โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ เพราะจำนวนธนบัตรก็ดี ปริมาณเงินหมุนเวียนหรือสภาพคล่องในตลาดก็ดี จะต้องมีปริมาณที่เหมาะสมและพอดี นั่นคือ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และจะอย่างไรก็ตาม ถ้า ธปท. มีเงินแสนกว่าล้านบาทไปอุ้มธนาคาร BBC ได้ ธปท. จะปฏิเสธว่าไม่มีเงินสองแสนล้านบาทเพื่อทำให้เงินหายฝืดย่อมจะไม่ได้ การจะเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนดังกล่าวนี้ เมื่อทำไปแล้วเราก็ย่อมจะสามารถดูภาวะตลาดเงินได้ว่า มีสภาพคล่องที่เหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อความเจริญทางเศรษฐกิจและการส่งออกพอเพียงหรือไม่
ซึ่งเราอาจจะปรับเพิ่มหรือลดเงินนี้ได้โดยง่ายตามที่เหมาะสม และภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น การส่งออกดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทดีขึ้น และเมื่อการผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีสินค้าออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาลดลงทำนองเดียวกับมะนาวหรือผลผลิตอื่นๆ ที่ถ้าออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้ราคาลดลงด้วย จริงอยู่ปัญหาอาจจะมีว่าในระยะเริ่มต้นของการเลิกนโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงไม่เกิน 1-2 เดือน อาจจะมีปัญหาเรื่องเงินไหลออกบ้าง แต่จะเป็นเงินไม่มากและไม่นาน ซึ่งสภาวะ external imbalance เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ ทุนสำรองของเราและวงเงินกู้ของ IMF ย่อมจะแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน (ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของ IMF นั่นเอง ซึ่งถ้าเราไม่ใช้ประโยชน์เช่นนี้ ก็ไม่สมควรที่จะกู้มาให้เป็นภาระแก่คนไทยทั้งประเทศ) หรือถ้าเรายังกลัวปัญหานี้มาก เราก็มีทางเลี่ยงได้โดยให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เฉพาะผู้ผลิตและผู้ส่งออกเท่าที่จะไม่ขัดกับกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลกเสียก่อนเท่าที่จำเป็น ยิ่งกว่านั้นเมื่อเราใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ถูกต้องจนเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นดังกล่าว ก็จะทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินและธนาคารของเราดีขึ้นด้วย นักลงทุนและเจ้าหนี้ต่างประเทศก็จะเริ่มกลับมีความเชื่อมั่นทำให้เงินทุนไหลกลับเข้ามา ซึ่งจะเป็นผลให้ค่าเงินบาทค่อยๆ ดีขึ้นต่อไปอีกด้วย และเมื่อประกอบกับมาตรการอื่นๆ ซึ่งผู้เขียนเคยเสนอเอาไว้ตลอดมา เช่น การยกเลิกภาษีเงินได้ดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศ ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้เคยทำเมื่อ 1-2 ทศวรรษที่แล้วมาและทำให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้าเข้าสหรัฐฯ อย่างมากมาย การยกเลิกมาตรการจำกัดเงินกู้ระยะสั้น (เพราะก็ยังดีกว่าไม่มีเงินไหลเข้ามา) การแก้กฎหมายเปิดเสรีการตั้งและขยายโรงงานและการส่งเสริมการลงทุนให้โดยไม่จำกัดจำนวนและไม่จำกัดเวลา ฯลฯ ก็จะทำให้การผลิตภายในประเทศและการส่งออกเพิ่มมากขึ้นอีกมากมาย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทยิ่งลอยตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานนักจะลอยตัวสูงขึ้นจนดอลลาร์เหลือ 25 บาท และค่อยๆลดลงไปต่ำกว่า 22 บาท ซึ่งจะแก้ปัญหาของแพงและเงินเฟ้อให้เหลือน้อยที่สุด ในขณะที่อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจจะกลับสูงถึง 9-11% และประเทศไทยเราจะร่ำรวยเหมือนสิงคโปร์และประเทศในอเมริกาเหนือโดยรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากมายพอแก้ปัญหาจราจรให้หมดสิ้นไปได้ด้วย
จึงหวังว่าพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่จะรับฟังและรีบดำเนินการโดยทันที
ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะมีปัญหามากขึ้นจนก่อให้เกิดความกลัวและความสับสนจนเกิดนโยบายผิดๆ มากยิ่งขึ้นอีก
ซึ่งเราจะกลับแก้ไขให้ถูกต้องได้ยากขึ้นทุกที
|