|
เศรษฐกิจไทยที่กำลังตกต่ำเสียหายรุนแรงในขณะนี้
เกิดเพราะนโยบายที่ผิดพลาดของหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูง นโยบายจำกัดการตั้งและขยายโรงงาน และการไม่ให้การส่งเสริมการลงทุนโดยเสรี จนทำให้สินค้าออกของเราเริ่มตกต่ำลง
เนื่องจากในระยะหลังนี้ มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่า การที่เศรษฐกิจของเราเสื่อมโทรม และค่าเงินบาทตกต่ำมาก จนอัตราเงินเฟ้อสูง ฯลฯ นี้ เกิดจากไทยเรากู้เงินต่างประเทศเข้ามาอย่างมากมาย
ในระยะ 5-6 ปีที่แล้วมา และนำมาลงทุนในกิจการที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ การเก็งกำไรในที่ดิน และการดำรงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยต่างๆ ซึ่งผลที่สุดก็ทำให้เศรษฐกิจของเรา รับไม่ได้และเกิดความเสียหายต่างๆขึ้นมา
ในปัญหาดังกล่าว เราจะต้องมองปัญหาให้ลึกซึ้ง ว่ามีความจริงแค่ไหนเพียงไร และการที่เศรษฐกิจของเรา เสื่อมโทรมลงมาอย่างมากมายนั้น เป็นเพราะอะไรกันแน่ ทั้งนี้ เพื่อจะได้หาทางแก้ไขให้ถูกต้องและตรงจุด
ในเรื่องการลงทุน ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ นั้น ปรากฏว่าในปี 1995 ธนาคารอาคารสงเคราะห ์ได้เสนอรายงานว่า ในขณะนั้นมีอาคารที่อยู่อาศัย ที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังว่างอยู่ 328,792 หน่วย มูลค่าประมาณ 540,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 50% ทาวน์เฮาส์ 28% ตึกแถว 14% และบ้านเดี่ยว 6% รายงานดังกล่าวนี้ วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีความเห็นว่าจำนวนบ้านว่างดังกล่าว มากกว่าความเป็นจริง (บางกอกโพสต์ 9 กรกฎาคม 1997 หน้า 12) และปรากฏตามรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า ในปี 1996 มีอาคารที่อยู่อาศัยสร้างใหม่เสร็จ 168,533 หน่วย ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียม 36.8% บ้านเดี่ยว 27.1% ทาวน์เฮาส์และตึกแถว 35.6%
จากตัวเลขดังกล่าวแล้ว ทั้งหมดเราพอจะประมาณได้ว่า การสร้างที่อยู่อาศัยเสร็จ 168,533 หน่วยในปี 2539 นั้น มีมูลค่าประมาณไม่เกิน 300,000 ล้านบาท (มูลค่านี้ยังไม่ได้หักราคาที่ดินออก) ซึ่งเมื่อหักราคาที่ดินออกแล้ว จะมีมูลค่าประมาณไม่เกิน 250,000 ล้านบาท เป็นอย่างสูง ฉะนั้น เราจึงพอสรุปได้ว่า ประเทศไทยใช้เงินไปไม่เกิน 250,000 ล้านบาทในปี 2539 เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จี.ดี.พี.) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 5 ล้านล้านบาทแล้ว คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาได้เพียง 5% เท่านั้น
ปัญหาว่าการใช้จ่ายเงินของประเทศ 250,000 ล้านบาทนี้ มากมายเกินไปหรือไม่ ซึ่งเราจะต้องไม่ลืมว่า อาคารที่อยู่อาศัยดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มีราคาสูงๆนั้น การสร้างเพื่อที่จะขายให้ชาวต่างประเทศหรือให้ชาวต่างประเทศเช่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก พอสมควร ซึ่งเป็นการลงทุน ที่นำรายได้มาสู่ประเทศไทยที่คุ้มค่ามาก ส่วนคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ที่มีราคาถูกลงมานั้น ก็มีสัดส่วนสูงทีเดียว ที่มีราคาต่ำสำหรับคนที่เกือบจะยากจน สามารถจะหาซื้อหรือเช่ามาอยู่อาศัยได้เช่น คอนโดมิเนียมราคาหน่วยละ 300,000 บาท เป็นต้น
ถึงอย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ 5 ล้านล้านบาทนี้ ก็เป็นธรรมดาเหลือเกินว่า เราผลิตขึ้นมา เพื่อที่จะให้คนไทยได้อยู่ดีกินดี และการที่ถูกนำไปใช้ ในการสร้างที่อยู่อาศัยเพียงไม่เกิน 5% นั้น (ไม่ว่าจะเข้าไปอาศัยอยู่ทุกหลังหรือไม่ก็ตาม) ก็อยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งกล่าวโดยภาพรวมแล้ว เป็นสิทธิอันควรมีควรได้ ของคนไทยที่จะมีที่อยู่อาศัย ที่ดีพอสมควร ในเมื่อประเทศเราเจริญขึ้นมาแล้ว จึงไม่น่าจะถือว่า เป็นการฟุ่มเฟือยแต่ประการใด เพราะคงไม่มีใครต้องการ ให้คนไทยที่มีกำลังพอ ที่ซื้อที่อยู่อาศัยดังกล่าว ต้องทนอยู่ในกระต๊อบ หรือโรงเรือนแถว ที่ทำด้วยสังกะสีอีกต่อไป และจะอย่างไรก็ตาม ก็ปรากฏว่าในปีก่อนหน้า พ.ศ. 2539 ตลอดหลายปี ก็มีการใช้จ่ายเงิน เพื่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม และทาวน์เฮาส์ ตึกแถวในระดับ ที่ไม่แตกต่างกันสักเท่าไร ซึ่งเศรษฐกิจของไทยเรา ก็ดีและเจริญรุ่งเรืองอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น การที่เศรษฐกิจไทย มาเริ่มพังทลายลงในต้นปี 2540 จึงเห็นได้ชัดว่า เป็นไปไม่ได้ ที่จะพังทลายลงเพราะเหตุนี้
ส่วนที่มีผู้อ้างว่า จากการเปิดเสรีทางการเงินแล้ว ได้มีการกู้เงินต่างประเทศเข้ามา จำนวนมาก และนำไปเก็งกำไรที่ดิน ซึ่งเป็นการสูญเปล่านั้น ถ้ามองปัญหาให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะพบว่า การซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรนั้น ก็เป็นเพียง การเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของเงิน จากผู้เก็งกำไรไปเป็นเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งมักจะเป็นผู้ยากจน ทำให้เขามีฐานะดีขึ้น มีเงินที่จะไปลงทุน ทำไร่ทำนา ประกอบธุรกิจอื่น หรือไปทำงาน ในต่างประเทศได้ดีขึ้น ยิ่งกว่านั้น การที่ราคาที่ดินในประเทศ มีราคาสูงขึ้นมากเมื่อ 7-8 ปีก่อนนั้น ก็เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ประเทศไทยโดยรวม มีทรัพย์สินเป็นมูลค่ามากขึ้น คงจะร่วมสิบเท่าตัว ทำให้มีการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินต่างๆ นำมาพัฒนาประเทศ ได้อย่างมากมาย ซึ่งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ เหล่านี้ ก็สามารถที่จะกู้เงินจากต่างประเทศ เข้ามาเสริมได้ โดยที่เจ้าหนี้ต่างประเทศ มีความเชื่อมั่นว่า ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของเรา ได้นำเงินที่เขาให้กู้มานั้น ไปปล่อยให้กู้แก่ประชาชนในประเทศ ซึ่งมีหลักทรัพย์เป็นที่ดิน มาประกันหนี้แก่ธนาคารพาณิชย์และ
สถาบันการเงินอย่างเพียงพอ ฉะนั้น การที่ราคาที่ดินในประเทศไทย มีราคาสูงขึ้น จึงเป็นประโยชน์มิใช่เป็นโทษ อย่างที่นักวิชาการส่วนมากเชื่อ สำหรับปริมาณเงินจำนวนมหาศาล ที่กู้มาจากต่างประเทศ เพิ่มขึ้นได้ดังกล่าว ก็เป็นการกู้มาลงทุน ในการผลิตต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ซึ่งมีผลให้สินค้าออกของเรา เพิ่มปีละกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉลี่ยทุกปี การผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อการกินดีอยู่ดี ของประชาชนก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่มีเงินจากต่างประเทศ จำนวนมหาศาลเข้ามาใช้ลงทุน ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ การคมนาคมขนส่ง ถนนหนทางของประเทศไทย เจริญขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งเป็นผลดีต่อชาวไร่ชาวนา ทำให้สามารถขายสินค้า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้ ในราคาสูงเท่าที่จะเป็นไปได้ ชาวไร่ชาวนาคนยากจน มีไฟฟ้าใช้เกือบทั้งประเทศ ส่วนน้ำสะอาดนั้น ก็มิใช่สิ่งที่หายากอีกต่อไป โทรศัพท์ ทีวี และตู้เย็นใบเล็กๆ ก็มิใช่สิ่งที่คนยากจนไม่อาจนึกฝัน ว่าจะมีอีกต่อไป ชาวไร่ชาวนาผู้ยากจนทั้งประเทศ สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาล จากโรงพยาบาลที่มีแพทย์ปริญญาประจำอยู่ได้ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ครอบครัวอเมริกัน ซึ่งเป็นประชาชน ที่อยู่ดีกินดีที่สุดในโลก มีรถส่วนตัวใช้กันทุกครอบครัว แต่ไทยเราก็มีมอเตอร์ไซค ์และเรือหางยาวกัน เกือบทุกครอบครัวเช่นเดียวกัน คนไทยมีคนอ้วนท้วนสมบูรณ์จำนวนมาก ซึ่งแตกต่างกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ซึ่งมีแต่คนผอมทั้งประเทศ และความเป็นอยู่ของคนไทยส่วนมากนั้น ก็อยู่ในระดับสูงกว่าคนรัสเซียเสียด้วยซ้ำ (ดูจี.ดี.พี.เฉลี่ยเป็นรายหัวของทั้งสองประเทศเทียบกันใน Asia-week, 31 ม.ค. 1997 หน้า 55)
สรุปแล้ว การกู้เงินต่างประเทศจำนวนมหาศาลของเอกชนและนำเงินนั้นเข้ามาในประเทศไทยก็ดีการเปิดเสรีทางการเงินก็ดีทำให้ประเทศไทยมีการลงทุนเพิ่มอย่างมหาศาลและนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง
ทางเศรษฐกิจและการอยู่ดีกินดี ของคนทั้งประเทศดังกล่าวแล้ว ซึ่งแตกต่างกว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน จนเกือบจะเป็นการพลิกแผ่นดินทีเดียว และในการลงทุน ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย ์เพียงประมาณ 5% ของ จี.ดี.พี.นั้นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งย่อมจะไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เศรษฐกิจของเราตกต่ำลง อย่างมากมายอย่างเช่นในปัจจุบัน (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นตามธรรมดาย่อมจะมีวัฏจักรของมัน กล่าวคือ ในบางเวลาก็มีการล้นตลาด (ซึ่งก็เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคที่สามารถจะเลือกซื้อได้ในราคาต่ำกว่า) และในบางเวลา ก็จะไม่พอเพียงต่อความต้องการ ซึ่งเคยปรากฏมาแล้ว ในสิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งไม่ถึงกับเป็นสาเหตุ ให้เศรษฐกิจเสียหายรุนแรงไปได้
มองอีกแง่หนึ่ง กล่าวโดยรวมแล้วคนอเมริกันมีการออมประมาณ 4% ของ จี.ดี.พี. (จากการรายงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ) แต่สำหรับคนไทย มีการออมในอัตราสูงกว่านั้นมากมาย แสดงให้เห็นว่า กล่าวโดยรวม คนไทยเป็นคนที่ประหยัดอยู่แล้ว
สรุปแล้ว เศรษฐกิจไทย ที่กำลังตกต่ำเสียหายรุนแรงในขณะนี้ เกิดเพราะนโยบายที่ผิดพลาด ของหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งใช้นโยบายเงินตึงหรือเงินฝืดดอกเบี้ยสูง นโยบายจำกัดการตั้งและขยายโรงงาน และการไม่ให้การส่งเสริมการลงทุนโดยเสรี จนทำให้สินค้าออกของเรา เริ่มตกต่ำลงเมื่อต้นปี 2539 และมาตรการจำกัดหนี้ระยะสั้น จากต่างประเทศที่เริ่มตั้งแต่ กลางปีเดียวกัน จนทำให้ เงินไหลเข้าประเทศไทยน้อยลงไปมาก และการที่ไม่ยอมลอยตัวค่าเงินบาท (ทั้งๆที่ผู้เขียน ได้เสนอให้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ที่กล่าวแล้วให้ถูกต้องในวัฏจักร 29 กันยายน 2539 ฯลฯ)
จนทำให้ เกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาท และ ธปท. ต้องเข้าไปอุ้มค่าเงินบาท เพื่อให้อยู่ในระดับที่กำหนด โดยระบบตะกร้าเงิน จนหมดทุนสำรองไปประมาณ เกือบหนึ่งล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อประกอบกับการ “ดัดหลัง” นักลงทุนต่างประเทศ ส่วนที่รุนแรงเกินไป ก็ทำให้เกิดปัญหาเงินไหลออกอย่างรุนแรง จนค่าเงินบาทตกต่ำมากขึ้นอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข โดยรีบด่วนและทันทีตามมาตรการต่างๆที่ผู้เขียน ได้เคยเสนอตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ธปท. จะต้องเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียน หรือสภาพคล่องให้พอเพียง และเหมาะสมเป็นแสนล้านบาท (ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยลดลงเอง) ทั้งนี้ ธปท. มีอำนาจหน้าที่และศักยภาพ ที่จะทำได้ในทันที (ซึ่งถ้าเพิ่มแล้วยังไม่พอก็ต้องเพิ่มอีกให้พอ) เพื่อเพิ่มผลผลิตและการส่งออก โดยไม่ให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ (ของแพง) มากขึ้น ซึ่งเราสามารถดูผลแล้ว ปรับเพิ่มหรือลดปริมาณเงินหมุนเวียนให้เหมาะสมได้
|