Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

ทำอย่างไรเศรษฐกิจไทยจึงจะไปรอด 
โดย.. มีพาศน์ โปตระนันทน์ วัฏจักร วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2540

          ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆเกือบจะทุกประเภทมีปัญหาสภาพคล่องที่เหือดแห้ง นั่นคือมีปริมาณเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกก็กำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรง จนเป็นที่ยอมรับกันว่าถึงมี Order เข้ามา บางทีก็ไม่สามารถผลิตสินค้าส่งออกไปได้ เพราะไม่มีเงินหมุนเวียนพอที่จะซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือดำเนินการผลิตให้เสร็จ
          นั่นคือเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าน้อยลงทำให้ค่าเงินบาทตกต่ำลงไปอีก (ซึ่งสภาพเช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้) ทำให้ของแพงขึ้นไปอีก นั่นคือ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าเงินบาทก็มีแนวโน้มที่จะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ และตัวเลข จี.ดี.พี. ก็ไม่ดี บรรดาเจ้าหนี้ของประเทศไทยหรือแม้แต่คนไทยเองก็มีความรู้สึกว่าไทยกลายเป็นประเทศลูกหนี้ที่ยากจน ทำให้ความเชื่อในความสามารถชำระหนี้ของประเทศไทยมีน้อย ทำให้ต่างประเทศไม่ปล่อยเงินเข้ามา แต่กลับถอนเงินออกไปเป็นจำนวนมาก เกิดภาวะเงินไหลออกอย่างรุนแรง ทำให้สภาพคล่องยิ่งตกต่ำลงไปอีก เงินเฟ้อมากขึ้นไปอีก และภาวะที่เลวร้ายต่างๆที่กล่าวมาแล้วเป็นภาวะที่รุนแรงและกว้างขวางพอที่จะทำให้ผู้คนมีความรู้สึกว่าสมควรที่จะเปลี่ยนรัฐบาลเสียที
          จากที่ได้กล่าวแล้วทั้งหมดก็จะเห็นได้ว่าถ้าเราเพิ่มสภาพคล่องหรือปริมาณเงินหมุนเวียนให้พอเพียงและเหมาะสมแล้ว สภาพที่เลวร้ายทางเศรษฐกิจก็จะดีขึ้นได้มาก เพราะเป็นการแก้ที่สาเหตุโดยตรง
          ผู้เขียนได้ให้ความเห็นต่อหนังสือพิมพ์ต่างๆตลอดมาเป็นปีแล้วว่าการเพิ่มสภาพคล่องนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถที่จะทำได้ 100% ถ้าอยากจะทำ แต่ ธปท. ก็ไม่ยอมทำ และในบางระยะกลับดูดซับสภาพคล่องให้น้อยลงเสมอๆ ด้วยการออกพันธบัตรมาขายให้ภาคเอกชน ทั้งนี้ ธปท. ให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันเงินเฟ้อและเพื่อปกป้องค่าเงินบาทไม่ให้ตกต่ำลง
          อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่วันนี้ก็มีข่าวออกมาว่า ธปท. เริ่มใช้มาตรการเพิ่มสภาพคล่องด้วยการให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต้องมีเงินสำรองลดลงจากเดิม 7% ให้เหลือเพียง 6% ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียน (money supply) เพิ่มขึ้นประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็เป็นวิธีการที่ดีอันหนึ่ง แต่ก็สามารถทำได้น้อย ไม่พอเพียงที่จะแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง
          ผู้คุมนโยบายการเงินของเรามักจะกล่าวว่า (ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะเชื่อตาม) ถ้าต่างประเทศมีความเชื่อมั่น เงินก็จะไหลกลับเข้ามา ทำให้สภาพคล่องหมดปัญหาไปเองภายในเวลา 1-3 ปี แต่ผู้เขียนเห็นว่าถ้าเราไม่รีบเพิ่มสภาพคล่องของเราให้เหมาะสมและพอดี เศรษฐกิจของเราก็จะยังอยู่ในสภาพล้มละลายอย่างปัจจุบัน ซึ่งถึงแม้เราจะช่วยกันพูดให้เกิดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของเราสักเท่าใด คำพูดนั้นก็ไม่มีน้ำหนักและไม่มีใครเชื่อ โอกาสที่เงินตราต่างประเทศจะไหลกลับเข้ามาเพื่อเสริมสภาพคล่องจึงเป็นไปได้ยากที่สุด
          จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเพิ่มสภาพคล่องโดยทันทีด้วยวิธีการที่ผู้เขียนเสนอตลอดมา นั่นคือ ธปท. จะต้องอัดฉีดเงินให้กลับเข้าในระบบด้วยการซื้อพันธบัตรภาครัฐที่มีอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาทเอาเข้าไปเก็บไว้เสียประมาณ 1 แสนล้านบาทก่อน ซึ่งจะมีผลเท่ากับเป็นการอัดฉีดเงิน 1 แสนล้านบาทเข้ามาในระบบในทันที ซึ่งก็จะทำให้ธปท. มีรายได้จากดอกเบี้ยพันธบัตรดังกล่าวประมาณปีละ 8 พันล้านบาทเพื่อนำส่งเป็นรายได้ของประเทศด้วย (วิธีการที่ผู้เขียนเสนอนี้เป็นวิธีการที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้กันอยู่เป็นปรกติ)
         
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจให้ความเห็นทางโทรทัศน์เมื่อประมาณวันที่ 8-11 กันยายนนี้ว่า เราไม่สามารถเพิ่มสภาพคล่องได้ในขณะนี้เพราะจะทำให้เกิดภาวะเงินไหลออก ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าปัญหาเช่นนี้ไม่มีหลักวิชาที่แน่นอนแต่อย่างใด และการเพิ่มสภาพคล่องเพียงให้พอเหมาะคืออย่าให้ถึงกับแห้งมากมายจนคนจะต้องตกงานเป็นล้านคนภายในปีหน้า คือเพิ่มเพียงเพื่อให้เหมาะสม ให้การผลิตไม่ตกต่ำ การส่งออกไม่ตกต่ำ ก็ไม่มีเหตุที่จะทำให้เงินไหลออก หรือถ้าจะมีบ้างในบางระยะก็จะไม่มากมายเหมือนกับที่ไหลออกเพราะการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดอย่างในขณะนี้ และเงินที่ไหลออกเพียงเล็กน้อยเช่นนี้เราก็มีวงเงินกู้ของไอ.เอ็ม.เอฟ. ที่คอยสนับสนุนอยู่แล้วอย่างพอเพียง ยิ่งกว่านั้นกล่าวโดยรวมแล้วถ้าเพิ่มสภาพคล่องให้พอเหมาะพอดี เศรษฐกิจของเราก็จะดีขึ้น “จี.เอ็น.พี.” ดีขึ้น การส่งออกสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เจ้าหนี้ของเรามีความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะชำระหนี้ของเรา (ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าหนี้คำนึง) และจะทำให้เริ่มมีเงินตราต่างประเทศไหลกลับเข้ามาในประเทศไทย
          สรุปแล้วจึงไม่มีความจำเป็นอย่างไรที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจของเราเลวร้ายด้วยประการต่างๆอย่างในปัจจุบัน เพียงเพราะความกลัวว่าเงินจะไหลออกตามที่กล่าวแล้ว หรือเพราะความกลัวว่าเงินจะเฟ้ออย่างที่ ธปท. มักจะกลัวอยู่ตลอดมา ยิ่งกว่านั้นในระบบเงินลอยตัว (ซึ่งผู้เขียนได้เสนอให้ใช้ระบบนี้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2539 ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ คู่แข่งรายสัปดาห์ และวัฏจักร) เมื่อมีเงินตราต่างประเทศไหลกลับเข้ามาก็จะทำให้ค่าเงินบาทสูงขึ้น เป็นการลดปัญหาเงินเฟ้อที่ดีที่สุดและไม่มีผลเสียต่อเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลยด้วย
          อนึ่งความกลัวที่ว่าถ้าเพิ่มสภาพคล่องจะทำให้มีเงินไหลออกมากนั้น ก็มาจากหลักวิชาที่ว่าถ้าเพิ่มสภาพคล่องมากเกินไป ประชาชนจะมีเงินจับจ่ายใช้สอยมาก ทำให้มีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามาจากต่างประเทศมาก ทำให้เงินไหลออก ซึ่งความจริงนั้นหลักอันนี้ใช้ไม่ได้ในขณะนี้ เพราะการที่ค่าเงินบาทได้ลดต่ำลงอย่างมากมายนั้นเป็นผลให้สินค้าที่สั่งจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้นมากและพอเพียงอยู่แล้วที่จะลดการนำเข้า โดยไม่จำเป็นต้องไปคอยควบคุมสภาพคล่องให้มีน้อยอย่างที่กำลังปฏิบัติกันอยู่ ซึ่งทั้งนี้จะต้องมองปัญหาด้วยความลึกซึ้งและเข้าใจปัญหาของประเทศไทยอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะมองปัญหาได้ถูกต้อง
          ส่วนที่มีปัญหาว่าสภาพคล่องของผู้ส่งออกและอุตสาหกรรมส่งออกมีน้อย เพราะบริษัทเงินทุนต้องหยุดการทำธุรกรรมตามปกติถึง 58 แห่งนั้นก็เป็นความจริงอยู่พอสมควร ซึ่งจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งควรจะต้องรวมถึงการยอมให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อกิจการเหล่านี้โดยไม่จำกัดเปอร์เซ็นต์และไม่จำกัดระยะเวลา โดยที่เราไม่ควรจะรังเกียจว่าถ้าบริษัทต่างๆเหล่านี้ถูก take over แล้วจะทำให้เราเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ เพราะความจริงไม่ใช่อย่างนั้น
          ความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดแบบชาตินิยม ซึ่งเกิดจากความกลัวคนต่างชาติ เพราะความจริงแล้วทุกวันนี้หรือที่แล้วมาถึงแม้บริษัทเงินทุนต่างๆ เหล่านี้จะเป็นของคนไทย ก็ล้วนแต่เป็นของมหาเศรษฐี หาใช่ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ เวลาที่บริษัทเหล่านี้ได้กำไร เจ้าของบริษัทที่เป็นมหาเศรษฐีก็ได้ประโยชน์มากมาย แต่บริษัทเหล่านี้ก็ได้ปล่อยเงินกู้ให้โดยมีหลักประกันไม่เพียงพอ จนกระทั่งต้องถูกสั่งปิด ทำให้เศรษฐกิจเสื่อมโทรม ทำให้ประชาชนทั้งประเทศส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งทางแก้ที่จะได้ผลอย่างจริงจังมีทางเดียวคือยอมให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามา take over โดยอาจจะจำกัดไม่ให้มีหุ้นเกิน 60-70% ก็จะทำให้มีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างมากมาย และบริษัทต่างๆเหล่านี้ก็จะเปิดกิจการได้ใหม่ เป็นผลดีแก่เศรษฐกิจโดยรวม และเป็นผลดีต่อประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งย่อมจะมีความสำคัญกว่าปัญหาที่ว่าบริษัทเหล่านี้เป็นของนายทุนไทยหรือต่างประเทศ
          และเมื่อบริษัทต่างๆ เหล่านี้สามารถเปิดกิจการใหม่ได้ เศรษฐกิจของประเทศไทยก็ย่อมจะดีขึ้น ความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ซึ่งยังอยู่ในมือคนไทยก็จะไม่มีปัญหา ซึ่งถ้าเราไม่แก้ไขอย่างที่กล่าวไว้แล้วนี้ อีกไม่นานธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ก็อาจต้องล้มลงไปด้วย ซึ่งเราอาจจะต้องยอมให้ต่างประเทศเข้ามา take over ธนาคารของเราเป็นส่วนใหญ่เหมือนที่เม็กซิโกต้องทำ ซึ่งถ้ามองในแง่ชาตินิยมแล้ว ก็จะเป็นผลเสียยิ่งกว่าที่จะยอมให้บริษัทหรือนายทุนต่างประเทศเข้ามา take over บริษัทเงินทุนต่างๆ ในขณะนี้ (โดยไม่ต้องจำกัดระยะเวลาและสัดส่วนอย่างที่เรากำลังทำอยู่จนไม่มีคนที่จะกล้าเข้ามา take over)
          จะอย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกที่มีเงินฝากติดอยู่ในบริษัทเงินทุนเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะสามารถนำตั๋วเงินที่บริษัทเงินทุนเหล่านี้ออกให้ไว้แต่เดิมนำไปกู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจและ ธนาคารกรุง ไทยเพื่อไปใช้ในกิจการของตนได้อยู่แล้ว จึงไม่น่าจะเป็นปัญหามากจนเกินไป
          ยิ่งกว่านั้น ถ้ามองปัญหาให้ลึกซึ้งลงไปอีก ถ้าเราเพิ่มสภาพคล่องให้พอเหมาะตามที่ผู้เขียนเสนอไปข้างต้น อุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกถ้ามีปัญหาเรื่องขาดเงินที่จะดำเนินกิจการ ปัญหานี้ก็จะไม่รุนแรงอย่างปัจจุบัน (ซึ่งขณะนี้ไม่อาจพึ่งใครได้เพราะทุกคนก็ไม่มีใครมีเงิน) เพราะถ้าสภาพคล่องโดยทั่วไปของระบบการเงินมีพอเพียง อุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกซึ่งส่วนมากดำเนินการโดยคนไทยเชื้อสายจีนก็สามารถที่จะหยิบยืมเงินที่ขาดจากเพื่อนฝูงได้ไม่ยากนัก หรือให้เพื่อนฝูงที่มีทุนรอนเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนหรือ take over ได้ ปัญหาของอุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกก็จะลดน้อยลงไปมาก ทำให้สินค้าออกของเราสามารถเพิ่มขึ้นได้ ทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศมากขึ้น
          ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าเราเพิ่มสภาพคล่องให้เหมาะสม อัตราดอกเบี้ยก็ย่อมจะลดลงและเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ซึ่งก็ย่อมจะส่งผลให้ราคาหุ้นและราคาที่ดินดีขึ้น ทำให้หลักประกันที่บริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์ยึดถือไว้ในการปล่อยเงินกู้ออกไปมีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ดังกล่าวมีฐานะมั่นคงขึ้น และมีโอกาสล้มน้อยลง จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมั่นคงขึ้นได้
          ความจริงนั้นการทำให้เงินฝืดหรือเงินตึง (ซึ่งย่อมจะทำให้ดอกเบี้ยสูงด้วย) ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องและยอมรับโดยธนาคารกลางใหญ่ๆในโลกในการที่จะทำให้ค่าของเงินในประเทศมีค่าสูงขึ้น ซึ่งแตกต่างกับในเมืองไทยเราที่วิธีการนี้รู้สึกจะเป็นที่ยอมรับกัน ซึ่งเข้าใจว่าอาจเนื่องมาจากข่าวเกี่ยวกับค่าเงินสกุลสำคัญในโลกเช่น ค่าเงินดอลลาร์ เยน และมาร์ก มักจะมีข่าวออกมาว่าเวลาที่อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐถูกปรับให้สูงขึ้น ก็จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สูงขึ้น หรือเงินมาร์กและเงินเยนก็ทำนองเดียวกัน ซึ่งที่จริงนั้นการปรับอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐหรือในญี่ปุ่นหรือในเยอรมนีให้สูงขึ้นนั้น เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ค่าเงินของเขาสูงขึ้น การที่ค่าเงินของเขาสูงขึ้นเป็นแต่เพียงผลข้างเคียงของการปรับดอกเบี้ยเท่านั้นเอง
          จุดหมายการปรับดอกเบี้ยให้สูงหรือต่ำในประเทศดังกล่าวทำไปเพื่อให้ดอกเบี้ยมีอัตราที่เหมาะสม ปริมาณเงินที่หมุนเวียนพอดีและเอื้อต่อความเจริญทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนการที่ค่าของเงินดอลลาร์ เงินเยน หรือเงินมาร์กจะสูงขึ้นหรือต่ำลง ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ย่อมรู้ดีว่าย่อมจะเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ถ้าเศรษฐกิจดี การส่งออกดี อัตราความเจริญสูงก็ย่อมเป็นธรรมดาว่าค่าของเงินย่อมจะสูงขึ้นเรื่อยๆ (ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นมีสภาพเช่นนี้มาจนถึงเมื่อ 5-6 ปีก่อน ซึ่งค่าของเงินเยนสูงขึ้นประมาณ 4 เท่าตัว ทั้งที่ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1-2% เท่านั้น) หรือในทางตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจเลว การส่งออกต่ำ ดุลชำระเงินเสียเปรียบ ก็ย่อมจะเป็นธรรมดาว่าค่าของเงินย่อมจะลดต่ำลง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของค่าเงินดอลลาร์และเงินเยนที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ในเวลาที่ค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำลงไปมากๆ อย่างเช่นเมื่อ 3-4 ปีก่อน ก็ไม่ปรากฏว่าสหรัฐใช้นโยบายเงินฝืด ดอกเบี้ยสูง เพื่อมิให้เงินไหลออกหรือเพื่อพยุงค่าเงินดอลลาร์แต่อย่างใด เพราะการกระทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐยิ่งเลวร้ายลงไปอีก มิใช่ทำให้ดีขึ้น และสหรัฐย่อมจะรู้ดีว่าถ้าเศรษฐกิจของประเทศไม่ดีขึ้น ถึงจะขึ้นดอกเบี้ยและใช้นโยบายเงินฝืดก็จะไม่มีผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์สูงขึ้นได้อย่างจริงจังหรือถาวร ในทางตรงกันข้าม การที่ค่าเงินดอลลาร์สูงขึ้นจาก 80 เยนต่อดอลลาร์ เมื่อ 2-3 ปีมานี้ จนกระทั่งสูงขึ้นถึง 125 เยนต่อดอลลาร์เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เหตุสำคัญที่สุดที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกก็คือ เศรษฐกิจของสหรัฐแข็งแกร่งขึ้น มีอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจสูง และมีอัตราเงินเฟ้อที่ไม่มาก
          การเปรียบเทียบดังกล่าวควรจะเป็นเหตุผลที่ดีอีกอันหนึ่งที่ว่านโยบายเงินฝืด (tight money) (ซึ่งย่อมจะทำให้ดอกเบี้ยสูงด้วย) ที่เราใช้อยู่ตลอดมาจนปัจจุบันเป็นนโยบายที่ผิด ซึ่งผู้เขียนก็ได้เคยเตือนตลอดมาและกล่าวตลอดมาว่านโยบายเช่นนี้กลับจะเป็นสาเหตุให้เกิดความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจและการส่งออก จนผลที่สุดค่าเงินบาทก็จะต้องตกต่ำลงอย่างชนิดที่ไม่มีใครจะยับยั้งไว้ได้ ซึ่งก็ได้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นตั้งแต่ 2 กรกฎาคม 2540 จริงตามที่ผู้เขียนเตือนไว้ทุกอย่าง และเป็นข้อพิสูจน์ที่เห็นชัดด้วยว่านโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงนั้นแทนที่จะทำให้เงินเฟ้อน้อยลง กลับเป็นเหตุให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างมากมายในช่วงหลังนี้
          ส่วนการที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำเสื่อมโทรมจนทำให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ปล่อยให้กู้พลอยเสียหาย จนทำให้ประเทศไทยเสียหายไปด้วยนั้น ก็เริ่มต้นจากการที่ ธปท. ใช้นโยบายจำกัดสินเชื่อและดอกเบี้ยสูงเมื่อ 2-3 ปีก่อนนี้ ซึ่งทำให้ราคาบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ฯลฯ ตกต่ำและขายได้น้อย เนื่องจากประชาชนไม่มีกำลังซื้อ และอุปสงค์ (demand) ลดลง ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ มีหนี้เสียและมีฐานะตกต่ำตามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไปด้วย จนกระทั่งทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไปอย่างที่เห็นกันอยู่แล้ว
          ฉะนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเราทั้งระบบจึงต้องเริ่มต้นด้วยการเพิ่มสภาพคล่องหรือเงินหมุนเวียนในระบบให้เหมาะสมและพอเพียงโดยทันที มิฉะนั้น ก็เป็นที่คาดได้ว่าความเลวร้ายทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเป็นแต่เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น และจะยังมีสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าเกิดตามมาในไม่ช้า ซึ่งจะทำให้เกิดความกลัวและนำนโยบายที่ผิดพลาดอื่นๆ นำเข้ามาใช้จนเศรษฐกิจแย่ลงทุกที ซึ่งจะเป็นการยากยิ่งที่จะแก้ไขได้
          ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนอย่างที่ผู้เขียนเสนอในทันทีและประกอบด้วยนโยบายอื่นๆ ที่ถูกต้องด้วยดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วตลอดมา อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจ การส่งออก ค่าเงินบาท และอัตราเงินเฟ้อก็จะค่อยๆ ดีขึ้นในไม่ช้า ปัญหาเรื่องเงินไหลออก ค่าเงินบาทตกต่ำหรือเงินเฟ้อที่เกิดจากนโยบายดังกล่าวจะมีน้อยที่สุด และถ้าบังเอิญหากจะเริ่มมีขึ้นเมื่อใด เราก็มีเวลาพอที่จะปรับปริมาณเงินหมุนเวียนให้ลดลงบ้างให้เหมาะสมได้โดยไม่ยาก
          ส่วนที่ผู้บริหารระดับสูง ธปท. มักจะอ้างบ่อยๆ ว่าการที่สภาพคล่องมีน้อยในขณะนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อเอาไว้ไม่ให้ขึ้นสูง ก็เป็นเรื่องของการมองปัญหาและแก้ปัญหาที่ผิดพลาดในทำนองเดียวกัน เพราะการที่ดัชนีค่าครองชีพหรืออัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงหลังจากที่เงินบาทลอยตัวต่ำลงตั้งแต่ 2 กรกฎาคม 2540 มานั้น เป็นเพราะเงินเฟ้อชนิด cost push inflation คือ เป็นภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูง ซึ่งเป็นธรรมดาเหลือเกินว่าการจะแก้ก็ต้องแก้ที่สาเหตุ
          นั่นคือ จะต้องลดต้นทุนของพ่อค้าให้ต่ำลงด้วยการเพิ่มค่าเงินบาทให้สูงขึ้นด้วยการส่งสินค้าออกให้มาก และทำให้ต่างชาติเชื่อมั่นมีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยมากเท่านั้น ซึ่งถ้าไม่แก้ที่สาเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้ก็ไม่มีทางอื่นใดที่สามารถจะแก้ได้โดยไม่เกิดความเสียหาย ส่วนการทำให้เงินฝืดดอกเบี้ยสูงนั้น เป็นการลดอุปสงค์หรือ demand ของตลาด ซึ่งจะใช้ได้โดยไม่เกิดผลเสียสำหรับเงินเฟ้อชนิด demand pull inflation คือเฟ้อเพราะการจับจ่ายใช้สอยมากจนทำให้ของขึ้นราคาหรืออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นนั่นเอง (ซึ่งไม่ใช่สภาพของไทยเราในขณะนี้)
          ฉะนั้น การที่เราเอานโยบายเงินฝืด ดอกเบี้ยสูงมาคุมเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงในขณะนี้ จึงทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มพังทลายลง โดยที่ไม่อาจจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนที่นโยบายนี้อาจมีผลในการลดอัตราเงินเฟ้อได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็เนื่องมาจากเมื่อธุรกิจต่างๆ ผลิตสินค้าออกมาแล้วขายไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจฝืดเคือง ผู้ซื้อไม่มีกำลังซื้อเพราะปริมาณเงินหมุนเวียนตกต่ำ ซึ่งสินค้าที่ถูกลงเพราะเหตุนี้เป็นสินค้าที่ขายขาดทุนจึงย่อมจะหมดไปในไม่ช้า เพราะไม่มีธุรกิจใดที่จะผลิตสินค้าออกมาเพื่อที่จะขายขาดทุนได้ตลอดไป นั่นคือ เมื่อเขาขายขาดทุน เขาก็จะต้องลดปริมาณการผลิตลงและต่อไปเมื่อสินค้าไม่ล้นตลาดแล้ว เขาก็จะสามารถขายในราคาที่เขาพอจะมีกำไรอยู่บ้าง ซึ่งจะเป็นราคาที่สูงกว่าเดิมมาก
          จะอย่างไรก็ตาม นโยบายเงินฝืด ดอกเบี้ยสูงเป็นนโยบายที่ทำให้การผลิต “จี.ดี.พี.” ลดต่ำลงหรือไม่สูงขึ้นเท่าที่ควร นั่นคือ เป็นนโยบายที่ทำให้คนไทยมีกินมีใช้น้อยลง ยากจนลง ซึ่งจะมีผลเสียร้ายแรงอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ฃึ่งเมื่อเทียบกับการปรับสภาพคล่องเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมและพอดี (ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงด้วยตามธรรมชาติ) ซึ่งถึงแม้ในระยะสั้น อัตราเงินเฟ้ออาจจะสูงกว่านโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากธุรกิจไม่จำเป็นที่จะต้องขายสินค้าที่ผลิตได้ในราคาขาดทุน แต่ก็เป็นนโยบายที่ทำให้คนทุกคนมีกินมีใช้มากกว่า (เนื่องจาก จี.ดี.พี. จะสูงกว่า) และนโยบายนี้จะทำให้การส่งออกดีขึ้น ทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศไทยมากขึ้น ทำให้เจ้าหนี้มีความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น มีเงินทุนไหลกลับเข้ามามากขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทดีขึ้นและกลับจะทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่า จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นนโยบายที่มีผลดีก่วา และเป็นนโยบายที่ไม่ฝืนกลไกตลาดด้วย
          ความเลวร้ายต่างๆของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน สรุปแล้วเป็นเพราะนโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของ ธปท. นั้นก็เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ธปท. เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ถึงแม้จะมีนักวิชาการเห็นว่า ธปท. หรือแบงค์ชาติจะต้องมีนโยบายการเงินอิสระ ไม่ขึ้นกับนโยบายของกระทรวงการคลัง แต่ข้อคิดนั้นก็ไม่แน่นอนที่ว่าจะถูกต้องเสมอไป เพราะมีประเทศที่เจริญแล้วบางประเทศที่อำนาจในการกำหนดนโยบายการเงินนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังโดยตรง เว้นแต่กระทรวงการคลังจะมอบให้ธนาคารกลางใช้อำนาจ อย่างเช่น ประเทศอังกฤษ เป็นต้น
          อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ผิดพลาดต่างๆของ ธปท. นั้นส่วนมากก็จะเป็นที่เปิดเผย ซึ่งรัฐบาลย่อมจะรู้ดี และการที่รัฐบาลมิได้เจรจาให้ ธปท. ปฏิบัติให้ถูกต้องก็เท่ากับรัฐบาลเห็นด้วยกับนโยบายนั้น เพราะตามกฎหมายแล้วรัฐบาลมีอำนาจเอาผู้ว่า ธปท. ออกได้หรือเปลี่ยนตัวได้ ผู้ว่า ธปท. จึงเป็นธรรมดาที่สุดที่จะต้องฟังเสียงรัฐบาลเป็นอย่างมาก ฉะนั้น ถ้า ธปท. ดำเนินนโยบายผิดพลาดหรือไม่ยอมแก้ไขให้ถูกต้อง รัฐบาลก็ควรจะต้องเปลี่ยนตัวผู้ว่า ธปท. เสียได้
          ฉะนั้น ในทางปฏิบัตินโยบายการเงินย่อมสามารถที่จะควบคุมได้โดยรัฐบาล (แม้แต่กรณีธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ซึ่งตามกฎหมายเป็นอิสระและประธานาธิบดีไม่มีอำนาจที่จะเอาออกได้ แต่ทางปฏิบัติแล้วนโยบายการเงินเช่นอัตราดอกเบี้ย ปริมาณเงินหมุนเวียน ธนาคารกลางของสหรัฐก็มักจะฟังเสียงของประธานาธิบดีอยู่พอสมควรจนเป็นที่ทราบกันทั่วไป)
          จึงเป็นเรื่องที่ควรคิดว่า ถ้านายกรัฐมนตรีและ ธปท. ไม่แก้ปัญหาสภาพคล่องตามที่ได้เสนอมานี้ รัฐบาลก็อาจจะอยู่ต่อไปไม่ได้ แต่ถ้ามีการปรับปรุงแก้ไขตามที่ได้เสนอมานี้ โอกาสที่ประเทศไทยจะอยู่รอดและเจริญรุ่งเรืองต่อไปก็จะสูงมาก ซึ่งย่อมจะหมายความถึงความอยู่รอดของรัฐบาลด้วย จึงถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรีและ ธปท.จะต้องเลือกสิ่งที่ถูกต้องและดีกว่าในทันท