Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

นโยบายผิดกำลังทำให้เศรษฐกิจไทยพินาศ
เราไม่ลองเปลี่ยนนโยบายใหม่บ้างเลยหรือ

โดย.. มีพาศน์ โปตระนันทน์ บทความนี้ได้ส่งให้สื่อมวลขนเมื่อ ตุลาคม 2540

          วิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นวิชาการที่ไม่แน่นอนตายตัว (INEXACT SCIENCE) แม้กระทั่งนักเศรษฐศาสตร์มือเยี่ยมของโลกก็อาจมีความเห็นแตกต่างกันได้เสมอ ฉะนั้น เราจะเชื่อนักเศรษฐศาสตร์ผู้คุมนโยบายการเงินของเราเสมอไปหาได้ไม
          สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของเราเสื่อมโทรมในปัจจุบันนั้นก็เป็นอย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้แล้วว่าเป็นเพราะผู้คุมนโยบายการเงินของประเทศไม่ยอมลอยตัวค่าเงินบาทเสียตั้งแต่ตอนที่ผู้เขียนได้เสนอตั้งแต่กันยายน 2539 (ในสยามรัฐ, วัฏจักร, และคู่แข่งรายสัปดาห์) (โดยอ้างว่าลอยไม่ได้เพราะเราเป็นประเทศที่ยังไม่ร่ำรวย ซึ่งผู้เขียนก็ให้ความเห็นโต้ตอบธนาคารแห่งประเทศไทยไปว่า สิงคโปร์ก็ใช้ระบบเงินลอยตัว
ตั้งแต่ยังไม่ร่ำรวย ก็เจริญร่ำรวยโดยรวดเร็วมาก ฯลฯ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เฉยเสีย และไม่ยอมลอยตัวค่าเงินบาท) เพิ่งมาลอยในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งช้าไป ทำให้ช่วง พ.ค. และ มิ.ย. 40 มีการนำทุนสำรองเงินตราต่างประเทศออกไปขายทั้งที่ขายออกไปในทันทีและทำสัญญาจะส่งมอบในเวลาประมาณไม่ถึง 1 ปี ประมาณ 30 พันล้านดอลลาร์ ในราคาต่ำเพียงดอลลาร์ละ 25 บาทกว่าโดยไม่จำเป็นและไม่สมควร ซึ่งปรากฏว่ารวมทั้งที่นำไปขายในตลาดออฟชอร์ที่สิงคโปร์ด้วยประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่จำเป็น และน่าจะเห็นได้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่สมควรจะทำ เพราะตลาดออฟชอร์ในต่างประเทศหาได้มีเฉพาะที่สิงคโปร์ไม่ แต่น่าจะมีอยู่ในที่สำคัญๆทั่วโลก เช่น ฮ่องกง โตเกียว ลอนดอน นิวยอร์ค และเมืองสำคัญๆ ในโลก ซึ่งเห็นได้ในทันทีว่าประเทศไทยไม่มีทางที่จะตามไปอุ้มค่าเงินบาทในตลาดเหล่านั้นได้ครบถ้วน จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมานั่งอุ้มค่าเงินบาทเฉพาะในตลาดสิงคโปร์เป็นส่วนใหญ่ อีกประการหนึ่งค่าเงินบาทในตลาดสิงคโปร์จะสูงหรือต่ำก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับประเทศไทยอะไรนัก เพราะพ่อค้าในสิงคโปร์เวลาจะทำการค้าขายกับประเทศไทยนั้น เขาสามารถที่จะซื้อขายได้โดยใช้ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือแม้แต่ดอลลาร์สิงคโปร์เอง เพราะฉะนั้น ค่าเงินบาทของเราในตลาดสิงคโปร์จึงไม่น่าจะมีความสำคัญถึงกับธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกองทุนรักษาระดับจะต้องเข้าไปอุ้มชูเอาไว้โดยใช้เงินจำนวนมากมายมหาศาลอย่างที่ได้กระทำไป จึงอาจจะเป็นที่น่าสงสัยต่อไปว่า การที่ได้กระทำไปนั้นเป็นเพราะความเข้าใจผิดหรือเป็นเรื่องที่มีอะไรแฝงอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม การเข้าแทรกแซงหรืออุ้มค่าเงินบาทในระยะ 2 เดือนก่อนประกาศลอยตัวนั้น ทำให้ประเทศไทยขาดทุนไปดอลลาร์ละราว 10 บาทเป็นเงิน 3 แสนล้านบาท (ซึ่งมากพอตัดถนนแก้ปัญหาจราจรใน กทม. ได้หรือจะตัดทางด่วนก็ได้ 15 สาย) และเราคงเหลือทุนสำรองจริงๆ ที่ไม่มีข้อผูกพันเพียงประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ทำให้นักลงทุนและเจ้าหนี้หมดความเชื่อถือในค่าเงินบาทและความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของเรา ทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลออกเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าเงินบาทยิ่งลอยตัวต่ำลงไปอีก

          แต่ถ้าเราลอยตัวค่าเงินบาทเสียตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วก็จะไม่เกิดความเสียหายดังกล่าวขึ้น เพราะในขณะนั้นดุลชำระเงินของเรายังได้เปรียบอยู่คือเงินไหลเข้ามากกว่าไหลออก ฉะนั้น ถ้ามีการลอยตัวค่าเงินบาท ก็จะลอยตัวขึ้นบ้างเล็กน้อยหรืออาจจะอยู่เท่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนสำรองเข้าไปพยุงแต่อย่างใด และต่อมาในช่วงต้นปี 2540 เมื่อดุลชำระเงินของเราเริ่มเสียเปรียบเงินบาทก็จะลอยตัวลดต่ำลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น อาจจะดอลลาร์ละประมาณ 2 หรือ 3 บาท ซึ่งจะทำให้มีการสั่งสินค้าจากต่างประเทศ (ซึ่งผู้ซื้อจะต้องจ่ายเป็นเงินบาทแพงขึ้น) น้อยลง ในขณะที่ผู้ส่งสินค้าออกก็จะได้เงินมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลชำระเงินของเราสมดุล ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นก็จะดีขึ้น และย่อมจะไม่มีใครเข้ามาเก็งกำไรในค่าเงินบาทในสภาวะที่เขาเห็นได้ว่าค่าเงินบาทสมดุลเหมาะสมตามธรรมชาติอยู่แล้ว หรือถ้าจะมีการเก็งกำไร เราก็ไม่จำเป็นต้องนำทุนสำรองออกไปอุ้มค่าเงินบาท ผู้เก็งกำไรก็จะไม่ได้อะไรขึ้นมา และจะเลิกเก็งกำไรไปเอง สรุปแล้วประเทศไทยก็จะมีเศรษฐกิจที่ปรับตัวเองได้ดีพอสมควรมาตลอด และจะยังคงมีเงินสำรองที่ไม่มีภาระผูกพันประมาณ 39 พันล้านดอลลาร์โดยไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปกู้ IMF มาประมาณ 17,000 ล้านดอลลาร์ (คงจะเสียดอกเบี้ยปีละประมาณ 30,000 ล้านบาท) ให้เป็นภาระแก่ลูกหลาน ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้และนักลงทุนยังมึความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของเราตลอดมา และจะไม่มีปัญหาเรื่องเงินไหลออกด้วย
          จึงเห็นได้ว่า การไม่ลอยตัวค่าเงินบาทเสียตั้งแต่ตอนที่ผู้เขียนเสนอเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ทำให้ประเทศไทยเสียหายจนหมดเนื้อหมดตัว แต่ก็หาผู้รับผิดชอบไม่ได้ แต่ก็น่าจะเป็นบทเรียนที่เพียงพอแล้วหรือไม่ในการที่จะเชื่อนโยบายต่างๆ ของ ธปท. อีกต่อไป
          ความเสียหายอื่นๆ ซึ่งเกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดของหน่วยงานรัฐบาลก็ทำนองเดียวกัน เช่น การที่ผู้ว่าการ ธปท. ใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงและจำกัดสินเชื่อมาเป็นเวลาประมาณสองปีแล้ว ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ เสื่อมโทรมลง และทำให้สินค้าออกของเราเริ่มตกต่ำลงเมื่อปี 2539 มาตรการจำกัดหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศที่เริ่มต้นตั้งแต่กลางปีเดียวกัน ซึ่งทำให้เงินไหลเข้าประเทศไทยน้อยลงไปมาก และการไม่ยอมยกเลิกภาษีเงินได้ดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศ (ทำนองเดียวกับที่สหรัฐฯ ได้ยกเลิกไปแล้วเมื่อ 1-2 ทศวรรษที่แล้ว และทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าสหรัฐฯ อย่างมากมาย) ซึ่งถ้าเราปรับปรุงนโยบายต่างๆ ดังกล่าวเสียตามที่ผู้เขียนได้เสนอมาตั้งแต่ต้น ก็จะทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศไทยเพิ่มมาก ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสภาพคล่องในประเทศ และค่าของเงินบาท และการที่หลังจากลอยตัวค่าเงินบาทแล้ว ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยังใช้นโยบายเงินฝืดและดอกเบี้ยสูงตลอดมาจนปัจจุบัน จึงเป็นเหตุสำคัญเหตุหนึ่งที่ทำให้สภาพคล่องเหือดแห้งลงไปอีก ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ และผู้ส่งออกประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ทำให้สินค้าออกของเราไม่เพิ่มเท่าที่ควร ซึ่งเป็นผลเสียต่อค่าเงินบาท และทำให้อัตราเงินเฟ้อยิ่งจะเลวลงไปอีก หรืออย่างน้อยก็ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ซึ่งนโยบายที่ผิดพลาดต่างๆ เหล่านี้ถ้าเราปรับปรุงเสียให้ถูกต้องตามที่ผู้เขียนเคยเสนอตลอดมา เศรษฐกิจก็จะเริ่มต้นดีขึ้นได้ในเวลารวดเร็ว เพราะนโยบายที่ผิดหรือถูกนั้นย่อมเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น
          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การที่เศรษฐกิจเสื่อมโทรมลงอย่างมากมายและค่าเงินบาทตกต่ำลงไปอย่างรุนแรงจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้เกิดขึ้นแล้ว เราก็ควรต้องยอมรับความจริงและพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตามสภาพในปัจจุบัน ความจริงนั้น การที่ค่าเงินบาทตกต่ำลงมากก็มีส่วนดีอยู่บ้างพอสมควร เพราะปรากฏตามข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (Business, September 18, 1997 หน้า 1) ว่าหลังจากลอยตัวค่าเงินบาทแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม สินค้าออกถ้าคิดเป็นเงินไทยในอัตราค่าเงินบาทเดิมคือ 25.75 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว คือในปีนี้จะเป็น 112,000 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม แต่เนื่องจากค่าของเงินบาทได้เปลี่ยนเป็น 30.18 บาทโดยเฉลี่ยต่อดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม สินค้าออกดังกล่าวเมื่อคิดตามค่าเงินบาทใหม่แล้ว ก็จะคิดเป็นเงินไทยได้ถึง 144,000 ล้านบาท ส่วนสินค้าเข้านั้นก็ได้ลดลง 6% ในเดือนกรกฎาคม 2540 เหลือ 163,000 ล้านบาท ทำให้การขาดดุลการค้าลดต่ำลงกว่าปีที่แล้วถึง 52% และถ้าจะคิดต่อไป (เพราะตัวเลขที่แท้จริงยังไม่ออกมา) เมื่อค่าดอลลาร์หรือค่าเงินบาทปัจจุบันเป็นประมาณ 37 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งคิดคร่าวๆ ได้ว่า ค่าดอลลาร์เพิ่มขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนในเดือนกรกฎาคมประมาณ 20% รายได้จากสินค้าออกที่คิดเป็นเงินบาทก็จะคิดได้เพิ่ม 20% เช่นเดียวกันสำหรับปัจจุบัน คือสูงกว่ารายได้สินค้าออกเดือนละ 144,000 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม เป็นประมาณ 170,000 กว่าล้านบาทต่อเดือนในปัจจุบันหรือตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ในขณะที่ถ้าสมมติว่ารายจ่ายจากสินค้าเข้าจะคงที่อยู่ที่ 163,000 ล้านบาทต่อเดือนเท่ากับในเดือนกรกฎาคม หรืออาจจะเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อยเป็น 170,000 กว่าล้านบาท ก็จะเห็นได้ว่าในเดือนตุลาคม ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเราจะดีขึ้นอย่างมากมาย คืออาจจะเป็นศูนย์ หรือหากเราจะขาดดุลบ้างก็แต่เพียงเล็กน้อย และน่าจะต่ำกว่าเป้าหมายของ ไอ.เอ็ม.เอฟ. ที่ตั้งไว้ว่า การขาดุลบัญชีเดินสะพัดของเราจะต้องลดเหลือเพียงไม่เกิน 5% ของ จี.ดี.พี. ซึ่งเมื่อตัวเลขดังกล่าวคงจะมีการแถลงออกมาในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว เจ้าหนี้และนักลงทุนก็จะเริ่มสบายใจว่าเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานะเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศและการค้าต่างประเทศของประเทศไทยดีขึ้นเป็นอย่างมาก นั่นคือประเทศไทยจะมีความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศได้ดีขึ้น ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้จะทำให้เงินทุนหยุดไหลออกจากประเทศไทยได้ และจะค่อยๆ เริ่มไหลกลับเข้ามา ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทหยุดลอยต่ำลง และมีแนวโน้มจะกลับลอยตัวสูงขึ้น ซึ่งถ้ากลับลอยตัวสูงขึ้นมาก อัตราเงินเฟ้อก็จะลดต่ำลงตาม
          แต่นั่นเป็นการมองปัญหาตามสภาพคล่องที่ไม่ตึงตัวและจะต้องเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการผลิตและความเจริญทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการส่งออกของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเป็นที่น่าเสียใจว่าสภาพคล่องในขณะนี้ถึงแม้ ธปท. ดูเหมือนจะทำเป็นว่ากำลังพยายามแก้ไขให้ดีขึ้นอยู่ แต่ก็เป็นการปากว่าตาขยิบมากกว่า เพราะความจริงนั้นนโยบายเงินฝืด-ดอกเบี้ยสูงเพื่อปกป้องค่าเงินบาทและเพื่อป้องกันเงินเฟ้อของ ธปท. เองคือตัวการสำคัญที่ได้ทำให้สภาพคล่องเหือดแห้งเกินสมควรลงไปอย่างมากมาย ทำให้เป็นผลเสียต่ออัตราความเจริญทางเศรษฐกิจและการส่งออก แต่ก็ยังดีที่ผลที่สุด ธปท. ก็ได้มีการเพิ่มปริมาณเงินเมื่อ 2-3 สัปดาห์มานี้ (ซึ่งผู้เขียนเคยเสนอไว้) ซึ่ง ธปท. ใช้วิธีเพิ่มโดยลดเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงเหลือเพียง 6% ทำให้สภาพคล่องเพิ่มประมาณ 50,000 ล้าน โดยเงินไม่เฟ้อและไม่ไหลออกอย่างที่กลัวกัน จึงเป็นข้อพิสูจน์อันหนึ่งว่าการเพิ่มสภาพคล่องนั้น เราสามารถจะทำได้และควรจะทำเพิ่มอีก เพราะฉะนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้คุมนโยบายการเงินของเราจะต้องคำนึงถึงความพอดีและเลิกนโยบายเงินตึงดอกเบี้ยสูงในทันที และจะต้องลองอัดฉีดเงิน
(high power money) เข้ามาในระบบเพิ่มอีกสักอย่างน้อยหนึ่งแสนล้าน โดยให้ ธปท. ซื้อพันธบัตรภาครัฐที่มีอยู่ประมาณสามแสนล้านในตลาดเงินเอาเข้าไปเก็บไว้สักหนึ่งแสนล้าน (ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการปรับสภาพคล่องให้พอดีที่ธนาคารกลางทั่วโลกรวมทั้ง “เฟด” ใช้กันอยู่มากที่สุด) ซึ่งเงินหนึ่งแสนล้านนี้ย่อมจะปรับเพิ่มหรือลดได้โดยง่ายเมื่อเห็นผลแล้ว ซึ่งวิธีการทำนองนี้ผู้เขียนเคยเสนอในหนังสือพิมพ์บ้านเมือง 26 มกราคม 2529 หน้า 1 ตอนปลายสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นระยะที่เศรษฐกิจยังเสื่อมอยู่เนื่องจากการลดค่าเงินบาทและมีการใช้นโยบายเงินตึงดอกเบี้ยสูงจนงบประมาณขาดดุลจนกำลังจะต้องขึ้นภาษี และหลังจากผู้เขียนได้เสนอ (โดยใช้ชื่อว่านักวิชาการผู้หนึ่งที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนาม) เพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็เลิกใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูง โดยเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียน ทำให้การเงินคล่องตัวและดอกเบี้ยลดต่ำลงมาก และเศรษฐกิจฟื้นตัวเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วได้ไม่กี่เดือน พลเอกชาติชายชุณหวัน ก็ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีรับช่วงต่อนโยบายดังกล่าว ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้นอย่างมากแล้ว ก็มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างมากมาย ทำให้เศรษฐกิจบูมเป็นอย่างมาก อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจสูง รัฐบาลเก็บภาษีได้มาก งบประมาณไม่ขาดดุล ดัชนีตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นสูงเป็นอย่างมาก และความเจริญได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศจนเกือบจะเป็นการพลิกแผ่นดินทีเดียว
          อาจจะยังมีผู้เข้าใจว่าถึงแม้สภาพคล่องโดยรวมจะเพิ่มขึ้นได้ตามที่ผู้เขียนเสนอ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าขณะนี้ธนาคารไม่ยอมให้กู้เงินเนื่องจากกลัวว่าจะไม่ได้รับชำระคืน ก็ตอบได้ว่าการที่ธนาคารไม่ปล่อยเงินกู้นั้น เหตุใหญ่เป็นเพราะธนาคารมีสภาพคล่องน้อย แต่ถ้าสภาพคล่องเพิ่มขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะเข้าไปอยู่ในธนาคารและบริษัทเงินทุนต่างๆ ทำให้ต้องปล่อยเงินกู้มากขึ้นเพื่อมิให้ขาดรายได้ปีละเป็นหมื่นล้าน ซึ่งจะเกิดจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ธนาคารขาดทุนหรือมีกำไรน้อยไป ฉะนั้นการที่ธนาคารจะ “เล่นตัว” ไม่ปล่อยเงินก็ย่อมจะต้องน้อยลงอย่างแน่นอน การที่ธุรกิจต่างๆ จะกู้เงินจากธนาคารก็ย่อมจะง่ายขึ้นเป็นธรรมดา ยิ่งกว่านั้น ถ้าสภาพคล่องโดยรวมเพิ่มขึ้นตามที่ผู้เขียนเสนอนี้อัตราดอกเบี้ยก็จะลดลงตามธรรมชาติ
          เศรษฐกิจโดยรวมและกำลังซื้อของประชาชนก็ย่อมจะดีขึ้น โอกาสที่ธุรกิจต่างๆ จะใช้หนี้แก่ธนาคารก็ย่อมจะดีขึ้น ราคาหุ้นและราคาที่ดินซึ่งธนาคารรับจำนองไว้ก็ย่อมจะดีขึ้น ทำให้ฐานะของธนาคารดีขึ้น และโอกาสที่จะล้มก็ย่อมน้อยลง ฉะนั้น การที่ธนาคารจะต้องระวังในการปล่อยเงินกู้มากจนเกินไปอย่างในปัจจุบันก็จะน้อยลง ซึ่งจะเป็นวัฏจักรซึ่งจะทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถกู้เงินจากธนาคารได้โดยสะดวกมากขึ้นอีก ทำให้เศรษฐกิจยิ่งดีขึ้นอีก ซึ่งรวมทั้งการส่งออกและอุตสาหกรรมส่งออกด้วย
          โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกนั้นก็มีข้อควรคิดเป็นพิเศษซึ่งไม่เหมือนกับธุรกิจทั่วไปที่กล่าวแล้ว เพราะถึงแม้จะมีการกล่าวว่าธนาคารไม่ยอมให้เขากู้ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับชำระหนี้คืนก็เป็นเรื่องที่จะต้องมองให้ลึกซึ้งว่าเหตุผลหรือข้ออ้างของธนาคารนั้นเป็นความจริงเพียงไรหรือไม่ เพราะที่จริงแล้วหลังจากเงินบาทลดค่าลงอย่างมากแล้ว ก็ย่อมจะมีออร์เดอร์เข้ามามากขึ้น ปัญหาจึงย่อมจะแตกต่างกับธุรกิจทั่วๆ ไป คือไม่น่าจะมีปัญหาว่าเขาจะไม่สามารถชำระหนี้คืนธนาคารได้ เพราะความสามารถในการชำระหนี้ของเขาย่อมจะดีกว่าปรกติหรืออย่างน้อยก็เท่ากับปรกติก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สรุปแล้ว การที่ธนาคารไม่ค่อยจะปล่อยเงินกู้ให้อุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกน่าจะเป็นเพราะว่าธนาคารเองมีสภาพคล่องไม่พอเพียงมากกว่าอย่างอื่น ซึ่งการเพิ่มสภาพคล่องตามที่ผู้เขียนเสนอข้างต้นย่อมจะแก้ปัญหานี้ได้เป็นส่วนใหญ่
          ยิ่งกว่านั้น ถ้ามองปัญหาให้ลึกซึ้งลงไปอีก ถ้าเราเพิ่มสภาพคล่องให้พอเหมาะตามที่ผู้เขียนเสนอไปข้างต้น อุตสาหกรรมต่างๆและผู้ส่งออก ถ้ามีปัญหาเรื่องขาดเงินที่จะดำเนินกิจการ ปัญหานั้นก็จะไม่รุนแรงอย่างปัจจุบัน (ซึ่งขณะนี้ไม่อาจพึ่งใครได้เพราะทุกคนก็ไม่มีเงิน) เพราะถ้าสภาพคล่องโดยทั่วไปของระบบการเงินมีพอเพียง ธุรกิจเหล่านี้ซึ่งส่วนมากดำเนินการโดยคนไทยเชื้อสายจีนก็สามารถที่จะหยิบยืมเงินที่ขาดจากเพื่อนฝูงได้ไม่ยากนัก หรือให้เพื่อนฝูงที่มีทุนรอนเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนหรือ take over ได้ ปัญหาของเขาก็จะลดน้อยลงไปมาก ทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น สินค้าราคาต่ำลงอัตราเงินเฟ้อต่ำลง และยังจะทำให้สินค้าออกของเราเพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศมากขึ้นด้วย
          อย่างไรก็ตาม การจะเพิ่มสภาพคล่องในขณะนี้ถ้าจะให้ได้ผลเต็มที่ จำเป็นจะต้องรวมถึงการให้ต่างประเทศเข้ามา take over บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทั้งห้าสิบแปดแห่ง เพื่อให้สภาพคล่องที่เข้าไปติดในบริษัทต่างๆ เหล่านั้นจะได้หมดปัญหา โดยไม่ต้องกลัวว่าเราเสียเอกราชในทางเศรษฐกิจ เพราะบริษัทต่างประเทศที่จะเข้ามา take over หรือร่วมลงทุนด้วยเพียงไม่เกินหกหรือเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ของหุ้นทั้งหมดและโดยไม่จำกัดระยะเวลาย่อมจะบริหารได้ดีกว่าและจะทำให้เงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยอย่างมากด้วย และก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมาคิดรวมหัวกันทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะไม่เคยปรากฏที่ใดในโลกมาก่อน และการที่เขาจะมารวมหัวกันเช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาร่วมรวมหัวกันเป็นจำนวนมาก อีกประการหนึ่งเมื่อเขาเข้ามาแล้ว ก็เป็นธรรมดาเหลือเกินที่เขาจะต้องประกอบกิจการให้ดีเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะถ้าเมืองไทยมีความเจริญทางเศรษฐกิจดี เขาก็ย่อมที่จะเจริญดีด้วยและสามารถทำกำไรได้ดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาคิดทำลายประเทศไทยหรือเศรษฐกิจของประเทศไทย ก็เท่ากับทำลายตัวเอง เพราะว่าถ้าเมืองไทยเศรษฐกิจเสียหาย ก็เป็นธรรมดาว่าเขาจะต้องได้รับความเสียหายด้วยเป็นอย่างมาก อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ และเราควรดูตัวอย่างของเม็กซิโกที่รอดพ้นวิกฤติการณ์มาได้เพราะต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์ธนาคารเกือบทุกแห่งด้วย ซึ่งถ้าเราโอ้เอ้มัวแต่กลัวอยู่ต่อไปธนาคารคงจะเริ่มล้มและเราก็คงต้องทำอย่างเดียวกันในที่สุด อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องสภาพคล่องที่เข้าไปติดอยู่ในบริษัทเงินทุนประมาณ 58 บริษัทนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่รุนแรงจนเกินไปนัก เพราะผู้ฝากเงินในบริษัทต่างๆ เหล่านั้น สามารถที่จะเอาตั๋วเงินที่บริษัทออกให้ไปเปลี่ยนเป็นตั่วเงินของบริษัทกรุงไทยธนกิจหรือธนาคารกรุงไทย และนำไปขอกู้เงินออกไปได้ตามที่ รมต. คลังและผู้ว่า ธปท. เคยแจ้งไว้
          การที่ผู้เขียนยกตัวอย่างการเพิ่มสภาพคล่องในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตอนปลายมาให้เห็นว่าทำให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมากมายนั้น มิได้หมายความว่าถ้าเราเพิ่มสภาพคล่องให้เหมาะสมในขณะนี้ เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองในทันที เพราะคราวนี้ปัญหาของเรารุนแรงกว่าการลดค่าเงินบาทเมื่อปลายปี 2527 มาก อย่างไรก็ตาม การปรับปริมาณเงินหมุนเวียนให้เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเอื้ออำนวยต่อความเจริญทางเศรษฐกิจให้พ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้และกำลังจะมากขึ้นทุกที
          อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนบางท่านจะเห็นว่าสภาพคล่องที่ตึงตัวและดอกเบี้ยสูงนั้นถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เจ็บปวด แต่ก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำนองเดียวกับที่เม็กซิโกได้ใช้นโยบายนี้แก้ปัญหาหลังจากที่วิกฤตการณ์เงินเปโซลดค่า 100% เมื่อปี 1994
          แต่ผู้เขียนเห็นว่าในขณะนี้เราจะใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงอย่างเม็กซิโกไม่ได้ เพราะสภาวะทางเศรษฐกิจต่างๆ ต่างกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เม็กซิโกนั้นมีปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรงและเรื้อรังตลอดมา ใน ค.ศ. 1987 มีอัตราเงินเฟ้อ 160% (ดูนิตยสาร FORBES, April 11, 1994) ส่วนระหว่างปี 1988-1992 อัตราเงินเฟ้อในเม็กซิโกสูงถึง 135.5% หรือเท่ากับสินค้าราคา 10 บาทได้ขึ้นราคาเป็น 23.50 บาทในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเมืองไทยเราจนเทียบกันไม่ได้ และการที่อัตราเงินเฟ้อสูงมากเช่นนั้นก็ย่อมจะเห็นได้ว่าในช่วงดังกล่าวซึ่งเม็กซิโกยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนตายตัว ราคาสินค้าออกก็ย่อมจะต้องขึ้นไปอย่างมากมายทำให้สินค้าออกของเม็กซิโกขายได้น้อย และมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าเม็กซิโกน้อย จนเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เม็กซิโกต้องลดค่าเงินเปโซลง 15% ในปี 1994 แต่ก็ไม่มีผลอะไร จึงต้องปล่อยให้ลอยตัว ซึ่งผลที่สุดค่าเงินเปโซได้ลดต่ำลงจาก 3.1 เปโซต่อดอลลาร์ ลงไปเป็น 6 เปโซต่อดอลลาร์ ทำให้สหรัฐฯและ ไอ.เอ็ม.เอฟ. ต้องเข้าไปช่วยโดยใช้เงินถึง 50 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,800,000 ล้านบาท ซึ่งเห็นได้ว่าวิกฤติการณ์เงินเปโซนั้นมีต้นเหตุมาจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากของเม็กซิโก การแก้ไขจึงต้องใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อโดยไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ ส่วนปัญหาเรื่องเงินบาทลดค่าลงของเรานั้นหาได้เกิดจากปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรงเช่นเม็กซิโกไม่ การแก้ปัญหาจึงจะใช้วิธีของเม็กซิโกหาได้ไม่ แต่จะต้องแก้ด้วยวิธีการต่างๆที่ได้เคยเสนอไว้แล้วตลอดมา
          อาจจะมีบางท่านมองว่า ปัญหาในเรื่องสภาพคล่องนี้ ถ้าเราจะเพิ่มสภาพคล่อง IMF อาจจะไม่เห็นด้วยหรือไม่ ก็ตอบได้ว่า การจะเพิ่มสภาพคล่องให้พอดี คือไม่ให้เงินฝืดจนเกินไปเป็นรายละเอียดที่เราควรจะรู้ดีที่สุดว่าแค่ไหนจึงจะพอดี ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่า IMF ได้กำหนดเงื่อนไขเอาไว้ในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมว่าเป็นเรื่องยากที่นักวิชาการต่างชาติจะเข้าใจปัญหาของไทยเราอย่างถูกต้องและ IMF เองก็เคยยอมรับว่าการแก้วิกฤตการณ์ค่าเงินตรานั้น เขาได้รับประสบการณ์มาจากเม็กซิโกและ Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อก้องโลกได้กล่าวที่การประชุม IMF และ World Bank ที่ฮ่องกงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เขาไม่เลื่อมใส IMF และเห็นว่า IMF ไม่มีประโยชน์ควรยุบเลิกเสียได้ และระบบเศรษฐกิจที่มีการค้าเสรี การลงทุนเสรีอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงวุ่นวายย่อมจะนำมาซึ่งความเจริญสูงสุดโดยเร็วที่สุดอย่างเช่นที่พิสูจน์แล้วในฮ่องกง
          ผู้เขียนเคยกล่าวตลอดมาเป็นปีแล้วว่า ธปท. แทรกแซงกลไกตลาดมากเกินไป (ซึ่งมักจะนิยมกระทำกันโดยหน่วยงานของประเทศที่พัฒนายังไม่มากพอ ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่เจริญและไม่ร่ำรวย) ซึ่งจะนำมาซึ่งความพินาศของค่าเงินบาทซึ่งอดีตผู้ว่าเริงชัยก็ดูจะเคยเห็นด้วย และเคยแถลงว่า ธปท. จะเลิกบทบาทเช่นนี้ และจะเปลี่ยนมาใช้นโยบายกำกับดูแลเทน แต่ก็มีผู้คัดค้าน จนผู้ว่าการ ธปท. กลับไปใช้นโยบายแทรกแซงและฝืนกลไกตลาด (ซึ่งรวมทั้งการเข้าไปอุ้มค่าเงินบาทจนเศรษฐกิจพินาศ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการฝืนกลไกตลาดที่เจ็บปวดที่สุด ซึ่งควรจะเป็นบทเรียนที่เพียงพอแล้ว)
          อเขียนต่างๆของผู้เขียนดังกล่าวขอยืนยันว่าปฏิบัติได้ผลดีและมีเหตุผลสนับสนุนอีกมากซึ่งผู้เขียนพร้อมที่จะแสดงเหตุผลเพิ่มเติมได้เสมอเพื่อประโยชน์แก่คนไทยทั้งประเทศ เพราะเราคงจะปล่อยให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพียงแต่ขอให้จัดสถานที่มาให้เท่านั้น