รัฐบาลจนหนทาง หารายได้เข้ารัฐ ต้องใช้ไม้ตาย ปรับเพิ่มภาษีน้ำมัน ไอ.เอ็ม.เอฟ. ขานรับมาตรการดี ต่างชาติเชื่อมั่น “มีพาศน์” จวกรัฐบาลยับ ให้อัดเงินเข้าระบบแก้ปัญหาตรงจุด ดีกว่าเพิ่มภาษีสร้างภาระให้ประชาชน อย่าเชื่อ ไอ.เอ็ม.เอฟ. มากนัก ฝรั่งจะรู้ใจไทย มากกว่าไทยเราด้วยกันเองได้อย่างไร เห็นดีมาตรการ ให้ต่างชาติเข้าเทกโอเวอร์สถาบันการเงินไทย ติไม่จำเป็นต้องระบุเวลา อยากอยู่อยากไปเมื่อไรไม่ต้องแคร์ ปล่อยเสรีเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ให้ประโยชน์ตกกับคนทั้งชาติ ดีกว่าอยู่ในกำมือเศรษฐีเพียงไม่กี่ตระกูล
รัฐบาลหลังพิงฝารีดภาษีเพิ่ม
หนทางสุดท้ายที่จะหารายได้เข้ารัฐได้อย่างรวดเร็วและแน่นอนรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่น การปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในสภาวะที่ต้องตัดงบประมาณลงกว่า 1 แสนล้านบาท และรายได้ก็จัดเก็บไม่เพียงพอ ภาษีน้ำมันจะเป็นภาษีที่เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด การเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันขึ้นอีก 1 บาทต่อลิตร จึงคลอดออกมาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนการปรับเพิ่มภาษีสินค้าประเภทอื่นทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร 20 กว่ารายการนั้น ถือเป็นเรื่องเคียงควบคู่ไปด้วยเท่านั้น เฉพาะภาษีน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อปี รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 25,500 ล้านบาท ยิ่งมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น รายได้จะยิ่งมากขึ้น และก็ตรงนี้เช่นกันที่รัฐบาลเห็นว่าจะมีรายได้เป็นตัวเงินแน่นอนทั้งยังใช้เป็นกลไกในการควบคุมการบริโภค ทำให้เงินไหลออกจากประเทศในส่วนของการสั่งน้ำมันนำเข้ามาลดน้อยลง ในทางอ้อม รัฐบาลยังเล็งประโยชน์ในการควบคุมการบริโภครถยนต์ให้น้อยลงตามไปด้วย
อัดเงินเข้าดีกว่าเพิ่มภาษี
นายมีพาศน์ โปตระนันทน์ อดีตผู้บรรยายพิเศษคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ “คู่แข่งรายสัปดาห์” ว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการของรัฐที่ปรับเพิ่มภาษีน้ำมันขึ้น เพราะจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโดยรวมแย่ลง
และสิ่งที่รัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น 25,500 ล้านบาทนั้น อาจจะทำให้รายได้จากภาษีโดยรวมปรับลดลง เพราะเศรษฐกิจจะยิ่งย่ำแย่นั่นเอง
ตรงกันข้ามนายมีพาศน์เห็นว่า แทนที่จะปรับอัตราภาษีน้ำมัน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าเสริมสภาพคล่องด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรที่อยู่ในมือเอกชนและรัฐวิสาหกิจขั้นต้นประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อให้สภาพคล่องอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้น รัฐบาลก็จะจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นตาม โดยไม่ต้องไปปรับขึ้นภาษีน้ำมันและเป็นวิธีการแก้ปัญหามาตรฐานที่ทำกันโดยทั่วไปในต่างประเทศ แม้แต่เฟดของอเมริกาเองก็ยังเคยทำเช่นนี้มาแล้ว
การเพิ่มสภาพคล่องเข้าในระบบการเงินจะแก้ไขปัญหาตรงจุดมากที่สุด เพราะขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ทรุดโทรม ไม่ว่าจะออกมาตรการอะไรมาแก้ปัญหาก็ช่วยเหลือไม่ได้ บางคนแย้งว่าหากเพิ่มสภาพคล่องจะขัดกับเงื่อนไขของ ไอ.เอ็ม.เอฟ. แต่ที่ถูกแล้วเราไม่ควรเชื่อ ไอ.เอ็ม.เอฟ. มากนัก เพราะเป็นคนต่างชาติไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงของเรา และเราก็คุยกับไอ.เอ็ม.เอฟ. ได้
ไอ.เอ็ม.เอฟ. ก็ยอมรับว่าได้ประสบการณ์ในการแก้ปัญหาในประเทศไทยมาจากวิกฤติสถาบันการเงินที่เคยแก้ไขสำเร็จมาแล้วจากเม็กซิโก แต่นายมีพาศน์เห็นว่าตัวแปรทางเศรษฐกิจและความร้ายแรงของไทยกับเม็กซิโกแตกต่างกัน จะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดียวกันไม่ได้
“การเพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบนั้นไม่ต้องกลัวที่จะเกิดเงินเฟ้อขึ้นในระบบเพราะจะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องอย่างพอเหมาะพอดีราคาของจะแพงขึ้นบ้างก็ยังดีกว่าการเพิ่มภาษีน้ำมันเพราะจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นมากกว่า”
มีพาศน์ โปตระนันทน์
นายมีพาศน์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า มาตรการที่ออกมานั้น ประเด็นที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือ การเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้น (เทกโอเวอร์) ในสถาบันการเงินไทยได้เป็นเวลา 10 ปี หากมีต่างชาติเข้ามาถือหุ้น ในสถาบันการเงินไทยยิ่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้สภาพคล่อง ฟื้นตัวเร็วขึ้นเท่านั้น
ในเคสของเม็กซิโกนั้น เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าถือหุ้น ในสถาบันการเงินได้เกือบทั้งหมด เศรษฐกิจจึงฟื้นตัวเร็ว เพราะทุนจากต่างประเทศ ที่ไหลเข้าช่วยฟื้นเศรษฐกิจนั่นเอง ในประเทศไทยก็เช่นกัน ควรให้ต่างชาติ เข้ามาลงทุนมากๆ ยิ่งไหลเข้ามาเป็น 100,000 ล้าน ยิ่งจะทำให้สภาพคล่องมากขึ้น ค่าเงินบาทจะปรับค่าขึ้น อัตราเงินเฟ้อลดลง เป็นผลดี ต่อคนส่วนรวมของประเทศ ดีกว่าให้ผลประโยชน์ ตกอยู่กับกลุ่มตระกูลเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
ไม่ต้องกลัวเป็นอาณานิคมเศรษฐกิจ
นายมีพาศน์ยังระบุด้วยว่า ไม่ต้องกลัวต่างชาติจะเข้ามายึดเมืองไทยเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ เพราะต่างชาติ เพียงแต่ต้องการเข้ามา ทำกำไรในเมืองไทย ไม่ใช่เข้ามาเพื่อให้เกิดปัญหา เพราะจะทำให้เศรษฐกิจของไทย ย่ำแย่ ธุรกิจของเขา ก็จะแย่ตามไปด้วย และในปัจจุบัน เหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่เคยเกิดขึ้น กับประเทศไหน ที่ทุนต่างชาติเข้าไปทำให้ประเทศนั้นเลวร้ายลง
ไทยต้องการทุนต่างชาติจำนวนมาก อย่างไม่จำกัดจำนวน เราไม่ควรไปกำหนดเงื่อนเวลาในการลงทุนของต่างชาติ และไม่ต้องมีเพดานกำหนดเกณฑ์ ลงทุนจะทำให้ต่างชาติลังเล ในการเข้ามาลงทุน
ควรปล่อยให้เป็นการสมัครใจ ของทั้งสองฝ่ายจะดีกว่า
“ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดเสรีทั้งเรื่องการเปิดเสรีทางการเงินการค้าอย่างเต็มรูปแบบจะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์สูงสุดและประชาชนในประเทศก็จะได้ประโยชน์ที่เกิดจากการ แข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ” นายมีพาศน์กล่าวท้ายสุด

|