Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

แบงค์ชาติเป็นต้นเหตุผลาญเงินสำรองหมด
ข่าวจาก น.ส.พ. บ้านเมือง วันที่ 3 มกราคม 2541

 เศรษฐกิจไทยกำลังพินาศเพราะแบงค์ชาติใช้นโยบายผิดตลอดมา

          นายมีพาศน์ โปตระนันทน์ อดีตผู้บรรยายพิเศษคณะรัฐศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจไทยเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบันนั้นเกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดหลายประการของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น การอุ้มค่าเงินบาทจนประเทศไทยเราหมดทุนสำรองไปกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นต้น และ ธปท. ก็ได้ใช้นโยบายการเงินที่ผิดพลาดต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยการปล่อยให้สภาพคล่องและปริมาณเงินหมุนเวียนเหือดแห้งและในบางช่วงก็ยังจงใจทำให้สภาพคล่องเหือดแห้งมากขึ้นอีก ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท ป้องกันเงินไหลออก และแก้ปัญหาเงินเฟ้อ (หรือบางทีก็โทษว่าไม่มีสภาพคล่องเพราะเหตุอื่นๆ)
          ซึ่งการใช้นโยบายสภาพคล่องเหือดแห้งและดอกเบี้ยสูงนี้ปรากฏว่าไม่ได้ผล แต่กลับเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดที่ทำให้เศรษฐกิจของเราพินาศมากขึ้นอีกมาจนถึงปัจจุบัน และจะพินาศต่อไปในอนาคต ทำให้สินค้าออกของเราไม่เพิ่มเท่าที่ควร ทำให้ค่าเงินบาทตกต่ำ เงินเฟ้อ เจ้าหนี้ต่างประเทศไม่เชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออก ฯลฯ ซึ่งเป็นผลตรงข้ามกับที่แบงค์ชาติคาดไว้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น แบงค์ชาติควรจะปฏิบัติอย่างที่นายมีพาศน์ได้เสนอไว้ตลอดมา คือ เราจะต้องรู้ว่าค่าเงินบาทตกต่ำเพราะเศรษฐกิจไม่ดี และเพราะการส่งออกตกต่ำ (เพราะขาดสภาพคล่อง) ซึ่งการแก้สาเหตุที่แท้จริงมีทางเดียวคือเราจะต้องทำให้เศรษฐกิจและการส่งออกดีขึ้นโดยเร็ว (โดยจะมัวรอให้เงินต่างประเทศไหลเข้าเสียก่อนไม่ได้) นั่นคือ ธปท. จะต้องอัดฉีดเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้หายเหือดแห้ง แต่ก็อย่าให้มากเกินไป ซึ่งขอยืนยันว่าทำได้ 100% SAMUELSON นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลมือเยี่ยมของโลกก็ยังกล่าวว่า ทั้งๆที่ธนาคารกลางของสหรัฐมักจะใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงเพราะประสาทกลัวเงินเฟ้อ แต่สิ่งที่ถูกต้องก็คือธนาคารกลางย่อมอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มสภาพคล่องได้เองเมื่อเห็นสมควร โดยไม่ต้องรอให้มีเงินไหลเข้า เช่น ระหว่างปี 1964-1970 ธนาคารกลางสหรัฐหรือ “เฟด” อัดฉีด (เฉพาะพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม) จาก 38 พันล้าน เป็น 56 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปรากฏว่าเป็นผลดี เงินเฟ้ออยู่ในระดับไม่ถึงกับเสียหาย เศรษฐกิจขยายตัวดี (ซึ่งย่อมจะเชื่อได้ว่าถ้าเฟดไม่อัดฉีดเงินดังกล่าว เศรษฐกิจอเมริกาในขณะนั้นคงตกต่ำมากไม่ต่างกับเราตอนนี้เท่าใด)
         
ส่วนวิธีการเพิ่มสภาพคล่องให้เข้าไปถึงธนาคารพาณิชย์และประชาชนให้พอดี ที่เข้าใจง่ายและทำได้ทันทีก็คือ ธปท. อาจให้ธนาคารพาณิชย์กู้รวม 2 แสนล้านบาท (โดยออกเช็คให้และหรือพิมพ์ธนบัตรเพิ่มก็ได้) ในอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ (โดย ธปท. สามารถนำดอกเบี้ยส่งรัฐได้ราวปีละ 16,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่ต้องขึ้นภาษีให้เศรษฐกิจเสื่อม) ก็จะทำให้ธนาคารพาณิชย์แย่งกันกู้ไปจนหมดโดยพลัน (เพราะถูกกว่าการแย่งเงินฝากจากประชาชนซึ่งเสียดอกเบี้ยสูงกว่า) ซึ่งธนาคารจำต้องนำมาปล่อยให้กู้แก่ธุรกิจต่างๆ ทุกประเภทโดยเร็ว เพื่อมิให้ธนาคารต้องขาดทุนสำหรับดอกเบี้ยปีละ 16,000 ล้านบาทดังกล่าว สภาพการที่แบงค์ไม่ปล่อยเงินให้กู้ก็จะหมดไป สภาพเศรษฐกิจโดยรวมก็จะดีขึ้นโดยเร็วมาก ซึ่งเราสามารถดูผลแล้วปรับสภาพคล่องเพิ่มหรือลดให้พอดีได้โดยง่าย
          การเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมให้เหมาะสมจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น (จะได้ผลแน่นอนและรวดเร็วกว่าเพิ่มสภาพคล่องเฉพาะบางจุดมาก) ประเทศไทยจะเป็นประเทศลูกหนี้ที่มีฐานะดีขึ้น สินค้าออกจะเพิ่มมากขึ้น สถาบันการเงินจะมีฐานะดีขึ้น “มูดี้ส์” จะปรับระดับเครดิตของไทยให้สูงขึ้นทำให้อัตราดอกเบี้ยที่เราจะต้องเสียลดต่ำลง และข้อสำคัญที่สุดก็คือ เจ้าหนี้ของเราจะเชื่อมั่นและต่ออายุเงินกู้ให้ เงินจะเริ่มไหลเข้า (ไม่ใช่ไหลออก) ดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลชำระเงินจะเกินดุล ค่าเงินบาทจะดีขึ้น (ไม่ใช่ตกต่ำลง) เงินเฟ้อจะน้อยลง (ไม่ใช่มากขึ้นอย่างที่กลัวกัน) จี.ดี.พี. จะดีขึ้น ทุกอย่างจะดีกว่าเป้าของ ไอ.เอ็ม.เอฟ. เสียด้วยซ้ำ ถ้าจำเป็นเราอาจจะต้องพูดให้ ไอ.เอ็ม.เอฟ. เข้าใจ ซึ่งเชื่อว่า ไอ.เอ็ม.เอฟ. จะไม่ขัดขวางการเพิ่มสภาพคล่องให้พอดีดังกล่าวอย่างแน่นอน
          ขอยืนยันว่ามีเหตุผลพร้อมหักล้างเหตุผลของ ธปท. ที่อาจจะอ้างขึ้นมาใหม่ได้ทุกอย่าง และปัญหาที่พูดถึงนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งเราไม่ควรจะปล่อยให้ ธปท. ดำเนินนโยบายอันผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้ต่อไป