Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

คำสัมภาษณ์ระหว่าง จักรภพ เพ็ญแขและมีพาศน์ โปตระนันทน์ 
ออกรายการอรุณรุ่งที่เมืองไทย ร่วมกับอาจารย์จักรภพ เพ็ญแข พิธีกร
ทางโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. วันที่ 26 มกราคม 2541

          จักรภพ เพ็ญแข “สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ นี่คือรายการอรุณรุ่งที่เมืองไทยครับ เราพบกันทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 6.30 ถึง 7.00 น. ทางช่อง 9 อสมท. เศรษฐกิจยังคงเป็นเรื่องที่เป็นความหมกมุ่นของคนไทยอยู่ครับ ฝรั่งใช้คำว่า obsession ซึ่งก็ควรจะเป็นอยู่แล้ว เนื่องจากว่า เศรษฐกิจที่ไม่ดีนั้นหรือแม้แต่ที่คนหลายคนใช้คำว่าเศรษฐกิจละลายตัวหรือ economic melt down จะมีผลกระทบต่อทุกเรื่อง มีผลต่อการปฏิรูปทางการเมือง มีผลต่อเรื่องการปฏิรูปสังคม มีผลต่อการรักษาวัฒนธรรมหรือประเพณีของเรา เพราะจะมีผลเกิดขึ้นหลายอย่างที่เป็นรูปธรรมอันเนื่องมาจากปัญหาเหล่านั้น เพราะฉะนั้น วันนี้รายการนี้ขอพูดเรื่องนี้อีกครั้งครับท่านผู้ชม วิทยากรผู้นี้ท่านมาแล้วในรายการนี้ครั้งหนึ่ง ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้วนั้นก็มีคนติดตามกันมาก ทั้งคิดสอดคล้องและคิดแย้งกับท่าน แต่ก็ทำให้เกิดการอภิปรายกันขึ้น ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เราต้องการเหลือเกินในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงนี้ ท่านผู้ชมครับขณะนี้ดูเหมือนศูนย์กลางในการแก้ปัญหาและศูนย์กลางนโยบายนั้นอยู่ที่คำว่าสภาพคล่อง เราพูดกันง่ายๆว่าสภาพคล่องมันไม่มีมันจะเกิดปัญหา ที่สำคัญก็คือ ถ้าหากจับประเด็นผิดแล้ว การกำหนดนโยบายนั้นก็คงจะไม่ถูกต้องตามไปด้วย วิทยากรในวันนี้ท่านมีข้อเสนอแนะเรื่องของนโยบายอันเกี่ยวด้วยสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย พบกับอดีตผู้บรรยายของคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านอาจารย์มีพาศน์ โปตระนันทน์ ท่านได้กรุณากลับมาในรายการนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ปัจจุบันท่านเป็นนักวิชาการอิสระซึ่งก็ให้ความเห็นทางบทความต่างๆ อยู่เป็นประจำนะครับ ท่านอาจารย์มีพาศน์ โปตระนันทน์ สวัสดีครับ ยินดีที่อาจารย์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์ครับผมถามเข้าประเด็นเลย คือตอนนี้ทุกคนพูดกันถึงสภาพคล่อง พูดถึงอัตราดอกเบี้ย ดูเหมือนอาจารย์จะไม่เห็นด้วยกับทิศทางที่เป็นในตอนนี้สักเท่าไร อาจารย์ย้อนหลังและอธิบายสักนิดได้ไหมครับว่าอาจารย์คิดอะไร”
          มีพาศน์ “คือผมเห็นว่าตั้งแต่ตอนลอยตัวค่าเงินบาท 2 กรกฎาคมนี่แหละ อะไรต่ออะไรควรจะดีขึ้นได้ทุกอย่าง แต่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยทำโดยจงใจหรือไม่ก็ปล่อยโดยจงใจให้สภาพคล่องมันน้อย เมื่อสภาพคล่องน้อยดอกเบี้ยก็ต้องสูง ซึ่งเป็นธรรมชาติของกลไกตลาดเช่นนั้น”
          จักรภพ “ทางแบงค์ชาติก็บอกว่ามันมีการเก็งกำไร ก็เลยพยายามให้ดอกเบี้ยสูงไว้ก่อน สภาพคล่องมันก็เลยน้อย อาจารย์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดตรงนี้”
          มีพาศน์ “ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย เพราะเห็นว่าการเก็งกำไรค่าเงินบาทเป็นเรื่องปลายเหตุ แล้วเรามาแก้ที่ปลายเหตุ ปัญหาอะไรก็ตามที่เรามาแก้ที่ปลายเหตุมันไม่ได้ผล และก็กลับจะมีผลเสียที่ร้ายแรง และเวลานี้มันก็เป็นผลเสียที่ร้ายแรงคือสภาพคล่องที่น้อย หรืออัตราดอกเบี้ยสูงนี้ ซึ่งความจริงมันมีมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งที่มารุนแรงในระยะที่พูดกันเมื่อสักครึ่งเดือนค่อนเดือนหรือประมาณเดือนหนึ่ง มันมีมาตลอด และมันก็เป็นเหตุให้เศรษฐกิจของเรามันเสื่อมทรามอย่างมาก เป็นเหตุใหญ่เหตุเดียวก็ว่าได้”
          จักรภพ “อาจารย์ครับ ต้นเหตุจริงๆคืออะไรครับ ถ้าพูดสั้นๆ”
          มีพาศน์ “ต้นเหตุจริงๆมันเป็นเรื่องที่ว่าประเทศใดก็ตามที่ยากจนลง สินค้าออกส่งไม่ค่อยจะออก รายได้ซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศมันน้อยลง มันก็จะทำให้เงินตราของประเทศนั้นก็จะค่อยๆลดค่าลงไปเรื่อยๆ อันนี้เป็นเหตุที่แท้จริงซึ่งเราจะต้องแก้ไข และถ้าเราแก้ไขในจุดนี้ได้ เงินบาทของเราก็จะดีขึ้น คือ อาจจะทรงตัวก่อน หรืออาจจะกลับลอยสูงขึ้น และถ้าเราแก้ที่จุดนี้ได้ก็ไม่ต้องไปแก้เรื่องการเก็งกำไรค่าเงินบาทอะไร เพราะว่าเมื่อเงินบาทของเราจะมีแนวโน้มดีขึ้น ก็จะไม่มีใครจะมาเก็งกำไร เพราะว่านักเก็งกำไรก็ย่อมจะรู้ว่าเก็งกำไรไปก็มีแต่จะขาดทุนไปเปล่าๆ”
          จักรภพ “เพราะฉะนั้น ตอนนี้อาจารย์กำลังมองไปว่าในส่วนของนโยบายของรัฐบาลเอง คือ การส่งเสริมการส่งออก ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ตรงนี้อาจารย์เห็นด้วย”
          มีพาศน์ “เห็นด้วย 100%”

          จักรภพ “แต่ว่าการที่ไประงับหรือไปป้องกันการเก็งกำไรด้วยนโยบายสภาพคล่องน้อยดอกเบี้ยสูงอาจารย์ไม่เห็นด้วย”
          มีพาศน์ “ไม่เห็นด้วย เพราะว่ามันกลับมีผลใน่ทางลบ มีผลกลับจะทำให้ค่าเงินบาทกลับจะยิ่งเลวลงไปอีก เนื่องจากมันมีผลลบในเรื่องการส่งออกทุกอย่าง เพราะว่าเมื่อสภาพคล่องมีน้อยดอกเบี้ยสูง ซึ่งมันมีมาตลอด มันได้ทำให้การส่งออกของเราติดขัด การผลิตสินค้าออกก็ติดขัด การที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศก็ติดขัด เนื่องจากสภาพคล่องมีน้อย เพราะฉะนั้น สินค้าออกของเราก็ไม่มากเท่าที่ควร เมื่อไม่มากเท่าที่ควร เงินตราต่างประเทศหรือเงินดอลลาร์ที่จะไหลเข้ามา มันก็ไม่มากเท่าที่ควร ทำให้ค่าเงินบาทกลับยิ่งตกต่ำลง”
          จักรภพ “อาจารย์ครับ ก็เห็นใครบอกว่าตอนนี้ทางซีกส่งออกมีความสุขที่สุด เพราะส่งออกกันได้มาก”
          มีพาศน์ “มันก็ส่งออกได้มากขึ้นบ้างเนื่องจากการลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้ดอลลาร์สูง เมื่อดอลลาร์สูง เวลาส่งสินค้าออกไป สินค้าออกของเราไม่ได้เพิ่มเท่าไร แต่ทีนี้เมื่อเม็ดเงินจากสินค้าออกเข้ามา เอามาคิดเป็นเงินบาท เมื่อดอลลาร์เกือบ 50 บาท ก็คิดเป็นเงินบาทได้มาก มันก็ดีในแง่นั้น แต่ที่จริงมันควรจะได้รับมากกว่านี้อีกเยอะ ถ้าเผื่อเราทำให้สภาพคล่องของเราให้ดี เมื่อสภาพคล่องดี อุปสรรคต่างๆของการส่งออกก็จะหมดไป”
          จักรภพ “อาจารย์ไม่อยากเห็นนโยบายอิหลักอิเหลื่อกันระหว่างนโยบายสองด้าน อยากให้ทิ้งด้านนั้นเลยและมาส่งเสริมด้านนี้อย่างจริงจัง คือจูงให้เศรษฐกิจตัวจริงมันดีขึ้น อาจารย์ครับ เมื่อพูดถึงสภาพคล่อง คนก็มีข้อโต้แย้งหลัก classic เลย ก็ไม่มีเงินจะไปเพิ่มสภาพคล่องได้อย่างไร”
          มีพาศน์ “คือผมก็ผลักดันมานานในเรื่องการเพิ่มสภาพคล่อง แม้กระทั่งพูดว่าถ้าหมดหนทางจริงๆ ก็พิมพ์ธนบัตรเพิ่มก็ได้ ก็มีคนวิจารณ์มากเหมือนกันที่เสนออย่างนี้ เขาหาว่าเป็นความคิดที่ไม่เอาไหน แต่ความจริงมันมีอยู่ว่า การที่ใครจะมาอ้างว่าไม่มีเงินเพิ่มสภาพคล่อง มันไม่เป็นความจริง มันเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะไม่มีเงินพอเพิ่มสภาพคล่อง เพราะว่าอะไร เพราะว่าธนาคารกลางของประเทศใดๆก็ตามสามารถที่จะเพิ่มสภาพคล่องหรือสามารถที่จะพิมพ์ธนบัตร จะเพิ่มให้มากมายจนกระทั่งภาวะเงินเฟ้อก็ย่อมจะทำได้ แต่ว่ามันไม่ดี หรือแม้แต่ Fed ของสหรัฐก็สามารถเพิ่มสภาพคล่องจนเกินสมควรก็ย่อมที่จะทำได้ หรือจะทำให้สภาพคล่องมันเหือดแห้งอย่างเดี๋ยวนี้ก็ย่อมทำได้ แต่ปัญหาว่าทำแค่ไหนถึงจะพอดี ความพอดีมันเป็นเรื่องสำคัญ คืออันนี้เป็น logic คือ ถ้าธนาคารกลางสามารถที่จะเพิ่มจนกระทั่งเงินเฟ้อได้ ก็ทำไมจะเพิ่มให้พอดีไม่ได้”
          จักรภพ “เดี๋ยวผมจะกลับมาเรียนถามอาจารย์เพิ่มเติม ท่านผู้ชมครับ อาจารย์มีพาศน์กำลังเสนอในสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคงต้องเลิกคิ้ว ก็คือ พิมพ์ธนบัตรเพิ่ม แต่ต้องหาจุดที่พอดีเพื่อจะไม่ให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อที่เรากลัวกัน อาจารย์ครับขอต่อเลยครับ อาจารย์เสนอว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีขีดความสามารถในการเพิ่มสภาพคล่องด้วยตัวเองได้ อาจารย์เล่าให้ฟังหน่อยครับว่าเพิ่มอย่างไร”

          มีพาศน์ “การเพิ่มสภาพคล่องมันมีหลายวิธี ที่เข้าใจง่ายที่สุดก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องปล่อยเงินให้ธนาคารพาณิชย์กู้ กู้ออกไปจาก ธปท. โดยตรง เช่น ประมาณสักไม่เกิน 200,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น อาจเป็นร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งธนาคารจะต้องแย่งกันกู้อย่างแน่นอน เพราะดอกเบี้ยถูกกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในขณะนี้ แต่ธนาคารต่างๆ ก็คงจะไม่ถึงกับต้องเอารถมาโกยขนเงินสดไป ส่วนใหญ่ก็คงจะกู้โดยแบงค์ชาติจ่ายเช็คให้เขาไป เมื่อจ่ายเช็คให้ไป เงินในเช็คนั้น ในทางปฏิบัติหรือตามความเป็นจริงมันก็เท่ากับไปอยู่ในธนาคารพาณิชย์แล้ว ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องดีขึ้น คำกล่าวว่าธนาคารไม่ปล่อยกู้ก็จะหมดไป เพราะถ้าเขาไม่ปล่อยให้ธุรกิจต่างๆกู้ เขาก็ต้องขาดทุนแน่นอน”
          จักรภพ “อาจารย์ครับ ถามในประเด็นนี้ก่อนครับ คืออาจารย์กำลังเสนอว่าเพิ่มสภาพคล่องไปก่อนก็แล้วกัน แต่อย่าให้มากจนกระทั่งเงินเฟ้อ ซึ่งตรงนี้มันก็เป็นปัญหาในตัวของมันเอง อาจารย์ครับ การเพิ่มเงินด้วยตัวเอง โดยที่ต่างชาติเขามองเราอยู่ คนที่เขาเป็นคู่ค้าเราอยู่ เขาเชื่อว่าเราไม่มีเงิน พออยู่ๆ เราก็มีเงินขึ้นมา มันจะไม่เกิดปัญหาในเรื่องความเชื่อมั่นในเงินหรือ มันไม่ยิ่งร้ายหนักไปกว่าเดิมหรือ”
          มีพาศน์ “คือผมเห็นว่าต่างชาติเขามองเราก็จริง แต่สิ่งที่เขามองที่สำคัญที่สุดเขาไม่ได้สนใจในประเด็นเล็กน้อย สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือในฐานะที่เขาเป็นเจ้าหนี้ คือต่างชาติที่ไม่เป็นเจ้าหนี้เราไม่ต้องไปสนใจอะไรมากมาย แต่ต่างชาติที่เขาเป็นเจ้าหนี้เราหรือเขาจะปล่อยเงินให้เรา สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดก็คือว่าความสามารถที่จะชำระหนี้ของเรา ทีนี้ความสามารถในการชำระหนี้ของเรามันจะเกิดจากอะไร มันก็เกิดจากสินค้าออก คือเราจะต้องทำสินค้าออกให้มาก เมื่อสินค้าออกมาก เราก็จะมีเงินไหลเข้ามามาก เมื่อมีเงินไหลเข้ามามาก เราก็จะมีโอกาสที่จะชำระหนี้คืน ซึ่งเขาต้องการสิ่งนี้มากที่สุด และอีกอย่างหนึ่งเขาก็ต้องการที่เห็นเราเป็นประเทศที่ร่ำรวย เพราะฉะนั้น วิธีการอะไรก็ตามที่ทำให้ประเทศเรายากจน เขาก็ไม่ชอบ อย่างเช่นทำสภาพคล่องให้เหือดแห้งลงมามาก จนกระทั่งยากจนไปทั้งประเทศเลย เขาก็ไม่ชอบ เจ้าหนี้เขาต้องการลูกหนี้ที่ร่ำรวย ไม่ใช่ลูกหนี้ที่ยากจน”
          จักรภพ “เพราะฉะนั้น อาจารย์เห็นว่าปัญหาสภาพคล่องเป็นปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นเอง แต่ว่าเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ลึกกว่าใหญ่กว่า”
          มีพาศน์ “ก็จริงครับ แต่ว่าเศรษฐกิจมันแน่นอน 100% เหลือเกินว่าถ้าสภาพคล่องเหือดแห้ง เศรษฐกิจไม่มีทางดี และเราก็ไม่มีทางเป็นประเทศร่ำรวยได้ และเมื่อเราไม่มีอนาคตที่จะเป็นประเทศที่ร่ำรวย ก็ไม่มีใครเขาอยากปล่อยเงินเข้ามา และไม่มีใครเขาอยากต่อสัญญาเงินกู้ให้ เพราะฉะนั้น มันก็เกิดปัญหาเรื่องเงินไหลออก และมันก็ทำให้เงินบาทยิ่งตกลงไปเรื่อยๆ และเมื่อเงินบาทตกลงไปเรื่อยๆ มันก็จะทำให้อัตราเงินเฟ้อค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ”
          จักรภพ “อาจารย์ครับ อาจารย์พอจะเดาใจได้ไหมครับว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยถ้าสมมติว่าเขาฟังอาจารย์พูดอยู่นี่ และอ่านบทความที่อาจารย์เขียนมาก่อน และอาจารย์ก็วิจารณ์ธนาคารชาติมาตลอด ทำไมเขาถึงไม่ทำ อาจารย์เดาใจได้หรือไม่”

          มีพาศน์ “ผมก็ได้แต่เดา เพราะใจคนเราบางทีก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่นอนก็คือว่าเขาไม่กล้าทำเพราะเขาอาจมองปัญหาไม่ลึกซึ้งพอว่า ถ้าเพิ่มสภาพคล่องให้พอเหมาะ สินค้าออกก็ดี เงินก็ไหลเข้ามา ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทคงที่ เงินเฟ้อต่ำ แต่เขาไปกลัวในทางตรงข้าม เขากลัวว่าถ้าเพิ่มสภาพคล่องจะทำให้ของแพง เงินเฟ้อ”
          จักรภพ “ซึ่งทำให้ระดับราคาสินค้าและบริการเกิดเงินเฟ้อ”
          มีพาศน์ “ครับ คือเขาไปกลัวมากเกินไป เขาก็เลยไม่ทำ”
          จักรภพ “อาจารย์พอจะมีขีดบ้างไหมว่า เพิ่มแค่ไหนถึงจะไม่กระทบเงินเฟ้อ อาจารย์พอจะมีตัวเลขอยู่ในใจไหมครับ”
          มีพาศน์ “เพิ่มประมาณสักหนึ่งแสนล้านถึงสองแสนล้านจะไม่เกิดเงินเฟ้อ หรือถ้าเฟ้อก็เพียงเล็กน้อยและก็เป็นระยะสั้นๆ เพราะว่าพอเพิ่มสภาพคล่องแล้ว สินค้าออกของเราก็จะดีขึ้น เมื่อสินค้าออกดี ค่าเงินบาทก็จะสูงขึ้น เมื่อสินค้าออกดี และค่าเงินบาทสูงขึ้น มันก็จะเป็นการแก้ปัญหาเงินเฟ้อไปในตัว”
          จักรภพ “ตอนนี้เมืองไทยอาจารย์ก็ทราบดีว่าจะทำอะไรต้องหันไปมองผู้กำกับอยู่เรื่อยๆ ผู้กำกับคือ IMF กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เจ้าหนี้รายสำคัญ เขาจะเห็นด้วยไหมครับ ถ้าเขาทำอย่างที่อาจารย์ว่า”
          มีพาศน์ “ผมว่าสิ่งที่เราจะทำนี้ ประการที่หนึ่ง ในเวลาเพิ่มสภาพคล่อง ถ้าเรากลัว เราก็เพิ่มทีละ 50,000 ล้านก็ได้ และเราไม่จำเป็นต้องโวยวายให้ใครรู้มากมาย ประการที่สอง IMF สิ่งที่เขาต้องการเห็นมากที่สุดก็คือเห็นประเทศเราร่ำรวย เห็นประเทศเรามีดุลการค้าดุลการชำระเงินอะไรต่างๆดีขึ้น และค่าเงินบาทดีขึ้น”
          จักรภพ “มีระบบเศรษฐกิจที่มันเคลื่อนที่ต่อไปได้”
          มีพาศน์ “ซึ่งสิ่งที่เราจะทำในเรื่องการเพิ่มสภาพคล่องหรืออัตราดอกเบี้ย มันเป็นรายละเอียด ทีนี้เมื่อเราทำในสิ่งนี้แล้ว มันก็จะเกิดผลดีอย่างที่ผมว่าทุกอย่าง ดุลอะไรต่างๆมันจะดีขึ้นหมด ค่าเงินบาทก็จะดีขึ้น อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจก็จะเจริญดีขึ้น มันก็จะเป็นไปตามเป้าของ IMF ทุกอย่าง และจะดียิ่งกว่าเป้า”
          จักรภพ “เขาน่าจะพอใจ”
          มีพาศน์ “ครับเขาน่าจะพอใจ แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจหรืออะไรนี่ ก็คงต้องมีการเจรจาให้รู้เรื่อง ซึ่งในการเจรจากับฝรั่ง ก็ต้องเลือกใช้คนให้เหมาะสม ไม่ใช่ไปหาเรื่องหรืออะไรทำนองนั้น ต้องพูดให้เขาเข้าใจ เพราะฝรั่งนี่ถ้าเขาชอบใจเมื่อไร อะไรมันก็ง่ายไปหมด”
          จักรภพ “อาจารย์ครับ มาถึงประเด็นสุดท้ายครับ อยากให้อาจารย์พูดถึงผลงานของ IMF ในช่วงที่ผ่านมาก่อนกรณีของประเทศไทยใหญ่ที่สุดคือ เม็กซิโก วิกฤติการณ์เงินเปโซในตอนนั้นแทบจะล่มสลายกันเหมือนกัน สิ่งที่ IMF ได้ขอให้เม็กซิโกทำกับที่ขอให้เราทำ อาจารย์มีข้อคิดข้อสังเกตเพิ่มเติมไหมครับ”

          มีพาศน์ “คือผมเห็นว่า IMF ก็เป็นชาวต่างประเทศหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศซึ่งเขาก็ไม่ค่อยจะรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทยเท่าไร และประสบการณ์ที่เขาได้มาจากเม็กซิโกเป็นประสบการณ์ใหญ่ แต่ปัญหาของเม็กซิโกกับปัญหาของประเทศไทยมันต่างกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตการณ์เงินเปโซ หรือที่เปโซลดต่ำลดค่ามากกว่า 100% สาเหตุนั้น มันแตกต่างจากของเรามาก คือสาเหตุใหญ่ของเขาเนื่องจากเม็กซิโกมีปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรังตลอดมา เช่นก่อนที่เกิดวิกฤตการณ์หรือ Crisis ในปีประมาณ ค.ศ. 1994 ก่อนที่จะเกิด Crisis เม็กซิโกมีอัตราเงินเฟ้อหรือของแพงขึ้น บางปีถึง 100% คือภายในระยะเวลาปีเดียว ของแพงขึ้น 1 เท่าตัว เพราะฉะนั้น สินค้าออกมันก็แพงขึ้น 1 เท่าตัว สินค้าออกเมื่อแพงมาก ค่าเงินเปโซมันอยู่ไม่ได้เพราะมันส่งสินค้าออกไม่ค่อยได้”
          จักรภพ “เพราะเศรษฐกิจตัวจริงไปส่งผลกระทบต่อค่าเงิน และของเราละครับ”
          มีพาศน์ “ส่วนของเรานี่ ที่วิกฤตการณ์ค่าเงินบาทมันไม่ได้เกิดจากเงินเฟ้อ มันเกิดจากเหตุอื่นซึ่งเคยพูดไปแล้ว
คือก่อนเกิดปัญหาเรื่องค่าเงินบาท ก่อนที่จะลอยตัว อัตราเงินเฟ้อของเราอยู่ประมาณ 5% ถึง 6% ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะปกติพอสมควร เพราะฉะนั้น เราจะไปเอานโยบายที่ IMF ใช้กับเม็กซิโกมาใช้กับเมืองไทยไม่ได้ ที่เขาใช้กับเม็กซิโก มันจำเป็นจะต้องใช้ เพราะอัตราเงินเฟ้อเป็นเหตุทำให้ค่าของเงินตก และอัตราเงินเฟ้อมันสูงถึงปีละ 100% อย่างนี้ มันก็จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องทำให้สภาพคล่องน้อย ดอกเบี้ยสูง ถึงจะแก้ได้ ซึ่งปัญหาของเมืองไทยไม่ใช่อย่างนั้น และเราจะมาใช้นโยบายเดียวกันไม่ได้ ใช้ไปแล้วก็มีแต่จะพังกับพังอย่างที่เห็นอยู่ ซึ่งอาจารย์ก็ทราบอยู่แล้ว”
          จักรภพ “ของเราแทบจะตรงข้ามด้วยซ้ำไป สภาพคล่องต้องสูง สภาพคล่องต้องดี ต้องเหมาะสม ใช้คำว่าต้องเหมาะสมจะดีกว่า อาจารย์ครับ พอดีมีเวลาเพียงเท่านั้ แต่ก็ได้ความคิดมากทีเดียวครับ ก่อให้เกิดการอภิปรายกันต่อไป ขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ”
          มีพาศน์ “ขอบคุณครับ”

เนื้อหาคำสัมภาษณ์นี้ บางส่วนจะคล้ายคลึงกับที่นายมีพาศน์
ได้เสนอไว้ในรายการข่าวยามเช้า โดยมีนายเติมศักดิ์ จารุปราน และ
นางอวัสดา ปกมนตรี ดำเนินรายการทางวิทยุ เอฟเอ็ม 101 เมกะเฮิรส์
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2541 ซึ่งตีพิมพ์ลงในวัฏจักรรายวัน
มกราคม 2541 จึงไม่นำมารวมไว้ในหนังสือเล่มนี้