Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

สภาพคล่องต้นตออยู่ที่แบงค์ชาติ
โดย มีพาศน์ โปตระนันทน์ อดีตอาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ
คณะรัฐศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก น.ส.พ. คู่แข่งรายสัปดาห์ วันที่ 2-8 กุมภาพันธ์ 2541

         ตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นข่าวทางโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2540 ว่าการที่ส่งออกของไทยเป็นปัญหาในขณะนี้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยเงินสินเชื่อให้แก่ผู้ส่งออกให้พอเพียง ซึ่งจะต้องมีการพูดจากับธนาคารพาณิชย์ที่จะให้เพิ่มปริมาณสินเชื่อให้แก่ผู้ส่งออก

          ผู้เขียนเห็นว่าถ้ามองปัญหาให้ลึกซึ้งพอแล้ว ก็ปรากฏเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าการที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจต่างๆ นั้น หาใช่มีเฉพาะแต่ผู้ส่งออกแต่เพียงอย่างเดียวไม่ แต่ธุรกิจทุกประเภทต่างก็มีปัญหาเรื่องการได้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไม่พอเพียงเช่นเดียวกัน และที่จริงนั้นอุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกนั้นกำลังมีกำไรดี มีคำสั่งซื้อเข้ามามาก จึงเป็นธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์ย่อมจะมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับการชำระหนี้คืนยิ่งกว่าธุรกิจอื่น และมีแนวโน้มว่าจะให้ธุรกิจนี้ได้รับสินเชื่อมากกว่าธุรกิจอื่นๆ เพราะโอกาสที่จะเป็นหนี้เสียหรือเป็น NPL นั้นย่อมจะมีน้อยกว่า จึงเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ย่อมจะปล่อยสินเชื่อให้ผู้ส่งออกมากกว่าธุรกิจอื่น เพราะมีโอกาสได้รับชำระหนี้ดีที่สุด
          ฉะนั้น จึงเชื่อได้ว่าการที่ผู้ส่งออกและอุตสาหกรรมส่งออกไมได้รับสินเชื่อที่พอเพียงนั้นเกิดจากธนาคารพาณิชย์โดยรวมมีเงินที่จะปล่อยสินเชื่อน้อยเกินไปเท่านั้น ฉะนั้น ทางแก้ที่จะได้ผลอย่างจริงจังจึงไม่ใช่การเจรจากับธนาคารพาณิชย์อย่างที่อ้างข้างต้น โดยวิธีที่จะแก้ได้ตรงจุดและได้ผลเด็ดขาดแน่นอนก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเพื่อเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมให้พอเพียง (แต่ก็อย่าให้มากเกินไป) เมื่อสภาพคล่องโดยรวมหายเหือดแห้งแล้ว ก็เป็นธรรมดาว่าธนาคารพาณิชย์ก็จะมีเงินปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องต่ำลงตามกลไกตลาดและมีแรงกดดันที่ต้องปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น เพราะการที่ธนาคารพาณิชย์ใดจะเอาเงินไปเก็บไว้เฉยๆ นั้น ย่อมจะทำให้ธนาคารนั้นขาดรายได้จากดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งย่อมจะกระทบกระเทือนถึงฐานะของธนาคารซึ่งก็ยอบแยบกันอยู่แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่ธนาคารพาณิชย์จะเก็บสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นนั้นเอาไว้เฉยๆ แต่จะต้องรีบปล่อยออก และธุรกิจที่จะได้ส่วนแบ่งสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นกว่าธุรกิจอื่น ก็ย่อมจะเป็นอุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกอย่างแน่นอน

          ส่วนวิธีเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมนั้น ก็อาจมีผู้โต้แย้งขึ้นมาอีกว่าปัจจุบันไม่มีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศและธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจจะไม่มีเงินพอ จึงไม่อาจเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ในหมู่ประชาชนที่เป็นไปอย่างกว้างขวางมาก แต่ผู้เขียนขอยืนยันว่า (อย่างที่เคยเสนอตลอดมาตั้งแต่มีการลอยตัวค่าเงินบาท) ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องรอให้มีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งแม้แต่ Samuelson นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลมือเยี่ยมของโลกก็ยังมีความเห็นอย่างเดียวกันว่า ธนาคารกลางของประเทศใดๆ ก็ตามย่อมจะอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มสภาพคล่องได้เองเมื่อเห็นสมควร และทั้งๆที่ธนาคารกลางของสหรัฐมักจะใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงเพราะประสาท (nervous) กลัวเงินเฟ้อ แต่ในระหว่างปี 1963-1970 ธนาคารกลางของสหรัฐหรือ “เฟด” อัดฉีด (เฉพาะพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม) จาก 38 พันล้านดอลลาร์เป็น 56 พันล้านดอลลาร์โดยไม่ต้องรอเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นผลดี อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับไม่ถึงกับเสียหาย เศรษฐกิจขยายตัวดี (ดู Paul A. Samuelson, Economics พิมพ์ครั้งที่ 9 ค.ศ. 1973 หน้า 326-328) ซึ่งย่อมจะเชื่อได้ว่าถ้าเฟดไม่อัดฉีดเงินดังกล่าว เศรษฐกิจของอเมริกาในระยะนั้นย่อมจะตกต่ำมากไม่ต่างจากของเราตอนนี้เท่าใด
          ส่วนทางปฏิบัติในการเพิ่มสภาพคล่องให้ถึงธนาคารพาณิชย์และปราชาชนให้พอดีที่เข้าใจง่ายและทำได้ทันทีก็คือ ธปท. อาจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินสัก 2 แสนล้านบาท (โดยออกเช็คให้และหรือพิมพ์พันธบัตรเพิ่มก็ได้ ซึ่งเรามีทุนสำรองพอเพียงอยู่แล้ว ในอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ โดย ธปท. สามารถนำดอกเบี้ยส่งเป็นรายได้รัฐได้ปีละ 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลไม่ต้องขึ้นภาษีให้เศรษฐกิจเสื่อม) ก็จะทำให้ธนาคารพาณิชย์แย่งกันกู้ไปจนหมด (เพราะถูกกว่าการแย่งเงินฝากจากประชาชนซึ่งเสียดอกเบี้ยสูงกว่า) ซึ่งธนาคารพาณิชย์จำต้องนำมาปล่อยให้กู้แก่ธุรกิจต่างๆ ทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมส่งออกและผู้ส่งออกโดยเร็ว เพื่อมิให้ต้องขาดทุนดอกเบี้ยปีละ 16,000 ล้านบาทดังกล่าวแล้ว และผู้เขียนขอยืนยันว่าจะส่งผลให้สินค้าออกและสภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นโดยเร็วมาก โดยไม่ต้องกลัวเงินเฟ้ออย่างที่กลัวกัน หรืออัตราเงินเฟ้อหากจะเพิ่มบ้างก็เล็กน้อยมากและจะเป็นในระยะสั้นๆเท่านั้น ซึ่งเราสามารถดูแลและปรับสภาพคล่องเพิ่มหรือลด (ดูดซับสภาพคล่อง) ให้พอดีได้โดยง่าย การเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมเช่นนี้จะได้ผลแน่นอนและรวดเร็วกว่าการเพิ่มสภาพคล่องเฉพาะบางจุดมาก ประเทศไทยก็จะกลับเป็นประเทศลูกหนี้ที่มีฐานะดี สถาบันการเงินจะมีฐานะดีขึ้น มูดี้ส์จะปรับระดับเครดิตของไทยให้สูงขึ้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่เราจะต้องเสียลดต่ำ และเจ้าหนี้ของเราจะเชื่อมั่นว่าจะได้รับชำระหนี้และจะต่ออายุเงินกู้ให้ เงินจะไหลเข้า (ไม่ใช่ไหลออก) ดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลชำระเงินยิ่งดีขึ้นอีก ซึ่งในระบบเงินลอยตัวอย่างปัจจุบัน ค่าเงินบาทจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อน้อยลงโดยเร็ว (ไม่ใช่เฟ้อมากขึ้นอย่างที่กลัวกันในระบบตะกร้าเงินแบบเดิม) GDP จะดีขึ้น ทุกอย่างจะดีกว่าเป้าของ IMF เสียด้วยซ้ำ ถ้าจำเป็นเราก็อาจจะต้องพูดให้ IMF เข้าใจ เพราะ IMF เองก็ไม่ต้องการให้เราใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงโดยไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว (ดูคำกล่าวของนายกอง เดอซูส์ ข้อ 1 ในไทยรัฐ หน้า 6 ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2540)
          ขอยืนยันว่าผู้เขียนมีเหตุผลพร้อมหักล้างเหตุผลของผู้ที่เชื่อว่าจะต้องปล่อยให้ปัญหาสภาพคล่องมีอยู่ต่อไปได้ทุกอย่าง

วิธีที่จะแก้ได้ตรงจุดและได้ผลเด็ดขาดแน่นอนก็คือ
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ
เพื่อเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมให้พอเพียง (แต่ก็อย่าให้มากเกินไป)
เมื่อสภาพคล่องโดยรวมหายเหือดแห้งแล้ว ก็เป็นธรรมดาว่า
ธนาคารพาณิชย์ก็จะมีเงินปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
ในอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องต่ำลงตามกลไกตลาด