Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

ทำอย่างไรเศรษฐกิจจึงจะดีได้(โดยไม่ต้องตกต่ำลงไปเสียก่อน) 
โดย มีพาศน์ โปตระนันทน์
จากคอลัมน์เวทีกู้ชาติ น.ส.พ. แนวหน้า วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2541

ยิ่งกว่านั้นมีปรากฏการณ์มาแล้วทั่วโลกว่า
ประเทศที่สภาพคล่องเหือดแห้งอย่างเช่นประเทศไทยเรา
ในขณะนี้เศรษฐกิจไม่มีทางที่จะดีขึ้นได้

         ในระยะหลังนี้เริ่มมีข่าวว่าต่างประเทศได้ต่ออายุหนี้ให้แก่ลูกหนี้ในประเทศไทยบ้าง และดูจะเริ่มมีเงินไหลเข้าบ้าง แม้จะไม่มากนัก นอกจากนี้ชื่อเสียงที่ดีของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ทำให้ต่างประเทศเชื่อถือ ประกอบกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยกเลิกการใช้วิธีการต่างๆเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทในตลาด offshore ที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกลไกตลาด (ซึ่งผู้เขียนเคยให้ความเห็นไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ว่า ธปท. ควรเลือกแทรกแซง) ก็ทำให้ค่าเงินบาทเริ่มดีขึ้น ใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น โดยแทนที่จะเป็นดอลลาร์ละเกือบ 60 บาท ก็ได้กลับลงมาเป็นไม่ถึง 40 บาท
         พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการเล็งผลเลิศว่าเศรษฐกิจเริ่มจะดีและจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้กลับปรากฏว่าทางราชการเองก็ยอมรับว่าในไตรมาสที่สองของปีนี้ เศรษฐกิจจะทรุดต่ำลงไปอีกมาก โดย จี.ดี.พี. จะลดลงถึง 6.5% ซึ่งเป็นการลดต่ำที่สุถถึงขั้นอันตราย ซึ่งจะมีบริษัทต่างๆล้มละลายเป็นจำนวนมากก่อนที่เศรษฐกิจจะค่อยๆดีขึ้นในต้นปี 2542 ยิ่งกว่านั้นปรากฏว่าสภาพัฒน์มีความเห็นว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะลดต่ำลงถึง 20% ในช่วงดังกล่าว
         ข้อที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำลงไปอย่างมากดังกล่าว แล้วจะกลับดีขึ้นในปี 2542 ได้ด้วยเหตุใด ในเมื่อที่แล้วมาคำพยากรณ์ของทางราชการที่ว่าเศรษฐกิจจะกลับดีขึ้นเมื่อนั่นเมื่อนี่นั้น ผลที่สุดก็หาได้เป็นความจริงตามนั้นไม่
         ยิ่งกว่านั้นมีปรากฏการณ์มาแล้วทั่วโลกว่าประเทศที่สภาพคล่องเหือดแห้งอย่างเช่นประเทศไทยเราในขณะนี้ เศรษฐกิจไม่มีทางที่จะดีขึ้นได้ นอกจากธนาคารกลางจะต้องเพิ่มสภาพคล่องให้เหมาะสมซึ่งก็มีความเชื่อกันทั่วไปว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีเงินพอที่จะเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมได้
         จริงอยู่การที่สภาพคล่องไม่มีนั้นเกิดจากการที่สถาบันการเงินถูกสั่งปิดหรือมีปัญหาหรือเกิดจากการที่ส่วนหนึ่ง ธปท. สั่งให้สถาบันการเงินเพิ่มเงินสำรองต่างๆมากมาย จนไม่มีเงินที่จะปล่อยให้ธุรกิจต่างๆ กู้ ซึ่งเราก็พยายามแก้ไขกันอยู่แล้ว แม้กระนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังมีศักยภาพและอำนาจหน้าที่ที่จะเพิ่มหรือลดสภาพคล่องโดยรวมได้ 100% ถ้ามีเหตุสมควรดังที่ผู้เขียนได้เคยอ้างคำยืนยันของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจากต่างประเทศไว้นานแล้ว และในทางปฏิบัติธนาคารแห่งประเทศไทยก็เคยเพิ่มหรือดูดซับสภาพคล่อง (ซึ่งก็คือ การลดสภาพคล่อง) เป็นครั้งคราวตลอดมา ความเชื่อที่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่มีเงินหรือไม่อาจที่จะเพิ่มสภาพคล่องได้จึงไม่เป็นความจริง
         ดังจะเห็นได้จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมักจะอ้างตลอดมาว่า ที่ไม่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลง (ซึ่งย่อมจะต้องเพิ่มสภาพคล่องให้สูงขึ้น ดอกเบี้ยจึงจะลดลงมาได้ตามกลไกตลาด) นั้นเป็นเพราะกลัวจะมีการเก็งกำไรในค่าเงินบาท กลัวเงินเฟ้อหรือกลัวเงินไหลออก ฯลฯ
         คำกล่าวดังกล่าวสามารถตีความได้ชัดเจนว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมได้แต่ไม่ยอมเพิ่มเพราะกลัวไปต่างๆ นานาดังกล่าว มิใช่ว่า ธปท. ไม่มีเงินหรือไม่อาจเพิ่มสภาพคล่องได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
         ความหวาดกลัวของ ธปท. ดังกล่าว ทำให้เกิดการขัดแย้งในนโยบายการเงินของ ธปท. เองขึ้นได้บ่อยๆ อย่างแปลกประหลาดทำให้เกิดผลเสียหายโดยที่ไม่มีผลดีอย่างที่คาดหวัง ตัวอย่างเช่น การที่ ธปท. กลัวว่า ถ้าเพิ่มสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยแล้ว จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ หรือเกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาท ฯลฯ ก็ส่งผลให้นโยบายของ ธปท. ที่ต้องการให้มีเงินไหลเข้าประเทศมากๆ กลายเป็นนโยบายที่ล้มเหลว เพราะถ้ามีเงินไหลเข้าประเทศเมื่อใดก็ตาม ธปท. ก็จะคอยลดสภาพคล่องด้วยการดูดซับสภาพคล่องให้มีน้อย (ซึ่ง ธปท. เคยปฏิบัติเช่นนี้มาแล้วบ่อยๆในอดีต เช่น เคยปฏิบัติเป็นเวลานานเมื่อก่อนกลางปี 2539 เป็นต้น) ซึ่งจะมีผลให้เงินที่ไหลเข้านั้น ไปจมอยู่ที่ ธปท. ซึ่งจะทำให้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจน้อยมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยก็จะไม่ลดลง สภาพคล่องโดยรวมก็จะไม่เพิ่มขึ้น ไม่ส่งผลให้การลงทุนเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมส่งออก และอุตสาหกรรมต่างๆ และภาวะต่างๆในประเทศไทย ก็ไม่มีทางที่จะดีขึ้นมาได้ ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม เงินที่ไหลเข้ามานั้นก็เป็นการไหลเข้ามาโดยไร้ประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเงินกู้อย่างที่เริ่มจะมีไหลเข้ามาบ้างในช่วงหลังๆนี้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้ต่างประเทศมากขึ้น แต่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ไปเปล่าๆฟรีๆ โดยเกือบจะไม่ได้ผลดีอะไรขึ้นมาเลย
         ถึงแม้ทีมเศรษฐกิจจะกล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยคงจะลดลงได้อีกไม่นานนัก เราก็คงจะจำกันได้ว่า คำกล่าวทำนองนี้ในอดีตนั้นยากที่จะเชื่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงว่าสินค้าออกของเราเมื่อคิดเป็นดอลลาร์กลับตกต่ำลงกว่าเมื่อ 1 ปีมาแล้วถึงราว 10% ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทกลับตกต่ำลงไปอีกเมื่อใดก็ได้ และเมื่อประกอบกับความกลัวทุกอย่างของ ธปท. ดังกล่าวแล้วข้างต้น ก็น่าเชื่อว่าประเทศไทยต้องใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงไปอีกเป็นเวลานาน
         เมื่อเชื่อได้ว่าจะมีการใช้นโยบายนี้ไปอีกเป็นเวลายาวนานโดยไม่มีกำหนดแน่นอนว่าจะสามารถยกเลิกนโยบายนี้ได้เมื่อใด โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในปี 2542 ตามที่เชื่อกันนั้นก็ค่อนข้างจะมืดมัวและยากที่จะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังปรากฏว่า นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงโดยรวม ก็ทำให้อุตสาหกรรมส่งออกมีปัญหามากขึ้นทุกทีและลึกลงไปทุกที เช่น ชิ้นส่วนในสต๊อกที่จะต้องสั่งจากต่างประเทศก็เริ่มจะร่อยหรอหมดไป เพราะการขาดสภาพคล่อง ยิ่งกว่านั้นถ้าปล่อยปัญหานี้ยึดเยื้อนานต่อไป การจะสั่งอะไหล่เข้ามาซ่อมแซมหรือมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเอาเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาติดตั้งแทนในโรงงานต่างๆ หรือการที่จะต้องมีการลงทุนมากๆในอุตสาหกรรมที่โลกกำลังต้องการก็ไม่อาจทำได้
         อุตสาหกรรมส่งออกของเรา ก็จะอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มากขึ้นทุกที โอกาสที่ประเทศไทยจะฟื้นตัวหรือกลับมาร่ำรวยได้นั้น ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งแล้วก็จะพบว่าขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมส่งออกเพียงอย่างเดียวก็ว่าได้ เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นก็มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง ส่วนเงินที่ไหลเข้าจากต่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่เราหวังกันมาก ก็เป็นเรื่องที่เราหลงประเด็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมากจนเกินความเป็นจริง เพราะถึงแม้ว่าเงินที่ไหลเข้าจากต่างประเทศจะมีประโยฃน์มาก แต่โดยมากก็เป็นการกู้ที่เราต้องเสียดอกเบี้ย และไม่มีประเทศใดที่จะเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วโดยหวังพึ่งแต่เงินกู้จากต่างประเทศ โดยที่กู้มาแล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพราะคอยไปจำกัดสภาพคล่องเสีย ทำให้อุตสาหกรรมส่งออกไม่สามารถเติบโตได้ดังกล่าวแล้ว
         ปัญหาต่างๆดังกล่าวมาแล้วทั้งหมด เป็นเรื่องของการใช้สามัญสำนึกที่ถูกต้อง การใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องและการชั่งน้ำหนักที่ถูกต้องว่าอะไรเป็นเรื่องใหญ่และอะไรเป็นเรื่องเล็ก ซึ่งเราควรจะเปลี่ยนมากลัวในเรื่องที่จะเกิดความเสียหายอย่างแท้จริงต่อประเทศและต่อประชาชน คือ เราควรจะกลัวการขาดสภาพคล่องและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และเลิกกลัวในเรื่องที่เล็กน้อยและไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เช่น การกลัวการเก็งกำไรค่าเงินบาท ฯลฯ
         ที่ถูกแล้วเราควรจะสังวรว่า ถ้าสภาพคล่องเราดี อุตสาหกรรมส่งออกก็ย่อมจะดี ซึ่งภายในเวลาอันไม่ชักช้า เราก็จะมีเงินไหลเข้าจากอุตสาหกรรมส่งออกและจะมีเงินไหลเข้าจากนักลงทุนต่างๆที่เห็นว่าประเทศไทยมีอนาคตที่ดีเพราะมีการส่งออกดีมีความสามารถที่จะชำระหนี้ต่างประเทศได้ ซึ่งจะทำให้เงินบาทมีค่าสูงขึ้นและจะไม่มีใครเก็งกำไรในค่าเงินบาทอีกต่อไป ความกลัวในเรื่องต่างๆของแบงค์ชาติดังกล่าวก็จะเป็นเรื่องที่จะไม่เกิดขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็จะลดลง ของถูกลง ในขณะที่เศรษฐกิจดีขึ้น ทุกคนมีฐานะดีขึ้นด้วย ซึ่งแตกต่างจากการทำให้เงินฝืดดอกเบี้ยสูง ซึ่งมีผลเสียต่างๆมากมาย