Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

นโยบายเงินฝืด-ดอกเบี้ยสูง กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายรุนแรง ควรที่นายกรัฐมนตรีจะให้ยกเลิกเสียโดยทันที
(รวมทั้งการที่ “เฟด” กำลังพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม โดยสหรัฐฯ ของไม่แพง เงินไม่เฟ้อ ฯลฯ)

โดย มีพาศน์ โปตระนันทน์ อดีตอาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตีพิมพ์ในประชาฃาติธุรกิจ 15-17 มิถุนายน 2541

ตอนที่ 1

          การลอยตัวค่าเงินบาทได้ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลชำระเงินดีขึ้นอย่างมากมายจนในระยะหลังนี้เริ่มมีข่าวว่าต่างประเทศได้ต่ออายุหนี้ให้แก่ลูกหนี้ในประเทศไทยบ้าง และดูจะเริ่มมีเงินไหลเข้าบ้างแม้จะไม่มากนัก นอกจากนี้ชื่อเสียงที่ดีของนายกรัฐมนตรีคนใหมก็ทำให้ต่างประเทศเชื่อถือ ประกอบกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยกเลิกการใช้วิธีการต่างๆเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทในตลาด Offshore ที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกลไกตลาด (ซึ่งผู้เขียนเคยให้ความเห็น (กับฐานเศรษฐกิจ) เมื่อเดือนกรกฎาคม 40 ว่า ธปท. ควรเลิกแทรกแซง) ก็ทำให้ค่าเงินบาทเริ่มดีขึ้น ใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น โดยแทนที่จะเป็นดอลลาร์ละเกือบ 60 บาท ก็ได้กลับลงมาเป็นประมาณ 40 บาท
          พฤติการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการเล็งผลเลิศว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มจะดีขึ้นและจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้กลับปรากฏว่าทางราชการเองก็ยอมรับว่าในไตรมาสที่สองของปีนี้ เศรษฐกิจจะทรุดต่ำลงไปอีกมาก โดย จี.ดี.พี. จะลดลงถึง 6.5% ซึ่งเป็นการลดต่ำที่สุดถึงขั้นอันตราย ซึ่งจะมีบริษัทต่างๆล้มละลายเป็นจำนวนมากก่อนที่เศรษฐกิจจะค่อยๆดีขึ้นในต้นปี 2542
          ข้อที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำลงไปอย่างมากดังกล่าว แล้วจะกลับดีขึ้นในปี 2542 ได้ด้วยเหตุใด ในเมื่อที่แล้วมาคำพยากรณ์ของทางราชการที่ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อนั่นเมื่อนี่นั้น ผลที่สุดก็หาได้เป็นความจริงตามนั้นไม่ ยิ่งกว่านั้นมีปรากฏการณ์มาแล้วทุกประเทศในโลกว่า ประเทศที่สภาพคล่องเหือดแห้งอย่างเช่นประเทศไทยเราในขณะนี้ เศรษฐกิจไม่มีทางที่จะดีขึ้น นอกจากธนาคารกลางจะต้องเพิ่มสภาพคล่องให้เหมาะสม ซึ่งก็มีความเชื่อกันทั่วไปว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีเงินพอที่จะเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมได้

          ประธาน ที.ดี.อาร์.ไอ. ได้ให้ความเห็นต่อ ร.ม.ต. คลัง เมื่อ 10 เม.ย. 2541 นี้เองว่าปัญหาสภาพคล่องจะต้องรอให้มีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศเสียก่อน
          แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่า จริงอยู่การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ถูกสั่งปิดหรือมีปัญหาหรือการที่ ธปท. สั่งให้สถาบันการเงินเพิ่มเงินสำรองต่างๆมากมายจนไม่มีเงินที่จะปล่อยให้ธุรกิจต่างๆกู้ ฯลฯ แม้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สภาพคล่องเกิดปัญหา คือปริมาณเงินหมุนเวียน (money supply) ไม่พอเพียง แต่ตราบใดที่เศรษฐกิจยังย่ำแย่เพราะขาดสภาพคล่อง สถาบันการเงินต่างๆก็มีแต่จะปัญหามากขึ้น ฉะนั้น เราจะรอให้แก้ปัญหาสถาบันการเงินให้ได้เสียก่อน ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ (กว่าถั่วจะสุกงาก็จะไหม้เสียก่อน) ฉะนั้น ธปท. จึงจำเป็นต้องอัดฉีดเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียน คือ เพิ่มสภาพคล่องโดยทันที ก่อนที่เศรษฐกิจจะล่มลงเสียก่อน เพราะเรามีนายทุน ผู้ใช้แรงงาน โรงงาน infrastructure ต่างๆ พร้อมทุกอย่าง เราขาดแต่เงินหรือสภาพคล่องเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนได้เสนอตลอดมาว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่นโยบายสภาพคล่องน้อย-ดอกเบี้ยสูงของ ธปท. เท่านั้น เพราะความจริงแล้ว ธปท. สามารถเปลี่ยนนโยบายโดยอัดฉีดเงินเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมให้เหมาะสมจนดอกเบี้ยลดต่ำลงสัก 3-4% (หรืออย่างน้อยก็ให้สภาพคล่องดีกว่านี้และดอกเบี้ยลดต่ำลงสัก 2%) เพราะ ธปท. มีศักยภาพและอำนาจหน้าที่ที่จะเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนให้พอดีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ โดยจ่ายเช็คใช้คืนเงินที่กองทุนฟื้นฟูฯ (“ตัวดูด”) กู้จากธนาคารพาณิชย์สัก 2 แสนล้าน หรือถ้าไม่มีเงินจริงๆ ก็ต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม ตามที่ผู้เขียนเสนอตั้งแต่สิงหาคมที่แล้ว (ซึ่งเข้าใจว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ถ้ามีกฎหมายขัดอยู่ ก็จะต้องแก้กฎหมายโดยพระราชกำหนด) ซึ่งจะไม่ทำให้ของแพงหรือเงินเฟ้อ แต่จะประหยัดค่าดอกเบี้ยได้ปีละ 35,000 – 90,000 ล้านบาท (ซึ่งกองทุนฟื้นฟูกำลังเสียอยู่โดยไม่จำเป็น หาคนรับผิดชอบไม่ได้และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีใครได้เงินปากถุง เงินใต้โต๊ะหรือเปอร์เซ็นต์จำนวนกี่สิบล้านบาทจากธนาคารผู้ให้กู้หรือไม่) ซึ่ง ธปท. มีทุนสำรอง 29 พันล้านดอลลาร์เกินพออยู่แล้วในการพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม (สหรัฐมีหนี้ต่างประเทศ 814 พันล้าน มีเงินสำรองเพียง 59 พันล้าน (ดู Asiaweek, May 8, 1998 หน้า 55) ซึ่งมากกว่าไทยเราเพียง 2 เท่า ในขณะที่มีเงินและธนบัตรหมุนเวียนมากกว่าไทยเราหลายสิบเท่าตัว) และในทางปฏิบัติ ธปท. ก็เคยเพิ่มสภาพคล่องดังกล่าวเป็นครั้งคราวตลอดมา ความเชื่อที่ว่า ธปท. ไม่มีเงินหรือไม่อาจที่จะเพิ่มสภาพคล่องได้จึงไม่เป็นความจริง

          ถ้า ธปท. อัดฉีดเงินดังกล่าวก็จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินเหลือมากขึ้นจนต้องหันไปปล่อยเงินกู้ให้ธุรกิจต่างๆแทน เพราะมิฉะนั้น ธนาคารพาณิชย์ขาดรายได้ดอกเบี้ยเงินกู้ไปมากมายทีเดียว
          การอัดฉีดเงินเองโดย ธปท. เองนี้เราไม่ต้องกลัวเงินจะเฟ้อ ทำนองเดียวกับที่รัฐบาลจะออกพันธบัตรไปกู้เงินในต่างประเทศมาเสริมสภาพคล่อง 200,000 ล้านบาท ซึ่งเงินก็จะเข้ามาในระบบเพิ่มเหมือนกัน ถ้าจำนวนเท่ากันเงินก็ไม่เฟ้อเหมือนกัน
          นอกจากนั้น การอัดฉีดเงินนี้ก็จะทำให้หมดความจำเป็นที่จะต้องออกพันธบัตรประมาณ 5 แสนล้านมากู้เงิน (ดูดเงิน) ในประเทศเพื่อใช้หนี้แทนกองทุนฟื้นฟูตามพระราชกำหนดใหม่ ซึ่งรัฐบาล (หรือที่จริงก็คือประชาชนนั่นเอง) จะประหยัดดอกเบี้ยพันธบัตรที่จะต้องจ่ายไปได้ถึงปีละราว 70,000 ล้านบาททีเดียว และในขณะที่การออกพันธบัตรดูดเงินไปนี้จะทำให้สภาพคล่องในประเทศคงเหือดแห้งอยู่ตามเดิม อัตราดอกเบี้ยสูงเท่าเดิม แต่การอัดฉีดเงินโดยการพิมพ์ธนบัตรและออกเช็คเพิ่มโดย ธปท. กลับจะทำให้สภาพคล่องเพิ่มมากขึ้นและอัตราดอกเบี้ยลดลง 2-4% ได้เกือบจะในทันที โดยไม่ต้องไปขายพันธบัตรในต่างประเทศ 200,000 ล้านตามกฎหมายใหม่ให้เป็นหนี้มากขึ้น
          หรือคนไทยเราจะชอบแก้เศรษฐกิจด้วยวิธีสร้างหนี้และเสียดอกเบี้ยปีละเป็นแสนล้านบาทมากกว่าวิธีช่วยตัวเองละกระมัง!!
!
          ถ้าคำยืนยันของผู้เขียนว่า ธปท. สามารถเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมได้ (โดยไม่ต้องกู้เงินต่างประเทศ) ยังไม่ทำให้เชื่อได้ ก็ควรพิจารณาได้จากการที่ ธปท. มักจะอ้างตลอดมาว่าที่ไม่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลง (ซึ่งย่อมจะต้องเพิ่มสภาพคล่องให้สูงขึ้น ดอกเบี้ยจึงจะลดลงมาได้ตามกลไกตลาด) นั้นเป็นเพราะกลัวจะมีการเก็งกำไรในค่าเงินบาท กลัวเงินเฟ้อ หรือกลัวเงินไหลออก ฯลฯ คำกล่าวดังกล่าวสามารถตีความได้ชัดเจนว่า ธปท. เป็นผู้ที่จงใจคงสภาพเงินฝืดดอกเบี้ยสูงอาไว้ทั้งๆที่สามารถเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมได้ แต่ที่ไม่ยอมเพิ่มเพราะกลัวไปต่างๆนาๆดังกล่าว มิใช่ว่า ธปท. ไม่มีเงินหรือไม่อาจเพิ่มสภาพคล่องได้ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
          ความหวาดกลัวของ ธปท. ดังกล่าวทำให้เกิดการขัดแย้งในนโยบายการเงินของ ธปท. เองขึ้นได้บ่อยๆ อย่างแปลกประหลาดที่สุด ทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงโดยที่ไม่มีผลดีอย่างที่คาดหวัง ตัวอย่างเช่น การที่ ธปท. กลัวว่าถ้าเพิ่มสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยแล้วจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ หรือเกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาท หรือความกลัวอื่นๆ ที่สุดแต่ ธปท. จะอ้างขึ้นมา ฯลฯ ก็ส่งผลให้นโยบายของ ธปท. ที่ต้องการให้มีเงินไหลเข้าประเทศมากๆกลายเป็นนโยบายที่ล้มเหลว เพราะถ้ามีเงินไหลเข้าประเทศเมื่อใดก็ตาม ธปท. ก็จะ “เมาหมัด” คอยลดสภาพคล่องด้วยการดูดซับสภาพคล่องให้มีน้อยเพราะกลัวเงินเฟ้อ(ซึ่ง ธปท. เคยปฏิบัติเช่นนี้มาแล้วบ่อยๆ ในอดีต เช่น เคยปฏิบัตินานเป็นปีๆ เมื่อก่อนกลางปี พ.ศ. 2539 เป็นต้น ซึ่งจะมีผลให้เงินที่ไหลเข้านั้นจะถูกดูดไปจมอยู่ที่ ธปท. ซึ่งจะทำให้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจน้อยมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยก็จะไม่ลดลง และสภาพคล่องโดยรวมก็จะไม่เพิ่มขึ้น ไม่ส่งผลให้การลงทุนเพิ่มขึ้นได้ อุตสาหกรรมส่งออกและอุตสาหกรรมต่างๆ และภาวะต่างๆในประเทศก็ไม่มีทางที่จะดีขึ้นมาได้ ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม เงินที่ไหลเข้ามานั้นก็เป็นการไหลเข้ามาโดยเกือบจะไร้ประโยชน์ (ซึ่งคงจะรวมถึงเงินที่จะได้จากการขายพันธบัตรในต่างประเทศดังกล่าวด้วย)
          ความจริงนั้น การจะออกไปขายพันธบัตรในต่างประเทศ 200,000 ล้านบาทเพื่อจะนำเงินเข้ามาเสริมสภาพคล่องนั้น รัฐบาลคงจะเห็นแล้วว่าการเพิ่มสภาพคล่องเพียงเท่านี้ แม้อาจะเพิ่มอุปสงค์ (demand) โดยรวมบ้าง ก็คงจะน้อยเต็มทีในภาวะเศรษฐกิจที่ทุกคนก็ไม่มีเงินเช่นนี้ ฉะนั้น จึงไม่กล้วเงินเฟ้อ จึงควรคิดต่อไปว่าการที่ผู้เขียนเสนอจะให้ ธปท. อัดฉีดเงินโดยพิมพ์ธนบัตรและออกเช็คเพิ่มสภาพคล่องในจำนวนเท่ากัน ก็จะมีผลในการเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มอุปสงค์ได้ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อได้ในทำนองเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น เมื่อสภาพคล่องเพิ่ม อัตราดอกเบี้ยลด การผลิตก็จะเพิ่มในต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอุปทาน (supply) อันจะมีแรงกดดันให้ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อลดลง ในขณะที่การส่งออกจะมากขึ้น เงินไหลเข้ามากขึ้นโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ก็จะทำให้เงินบาทลอยตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อต่ำลงได้

          ถึงแม้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะกล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยคงจะลดลงได้ในเวลาอีกไม่นานนัก เราก็คงจะจำกันได้ว่าคำกล่าวทำนองนี้ในอดีตนั้นยากที่จะเชื่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงว่านโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงได้ทำให้สินค้าออกของเราเมื่อคิดเป็นดอลลาร์กลับตกต่ำลงกว่าเมื่อ 1 ปีมาแล้วอย่างน่าเสียดายที่สุด ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทกลับตกต่ำลงไปอีกเมื่อใดก็ได้ ซึ่งจะทำให้ ธปท. ใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงเพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทต่อไปเรื่อยๆ และเมื่อประกอบกับความกลัวทุกอย่างของ ธปท. ดังกล่าวแล้วข้างต้น ก็น่าเชื่อว่าประเทศไทยต้องใช้นโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงไปอีกเป็นเวลานาน (ไม่ใช่ใช้ช่วงระยะสั้นๆตามที่มักจะเสมือนว่ามีการหลอกประชาชนตลอดมา)
          เมื่อเชื่อได้ว่าจะมีการใช้นโยบายนี้ไปอีกเป็นเวลายาวนาน โดยไม่มีกำหนดแน่นอนว่า จะสามารถยกเลิกนโยบายนี้ได้เมื่อใด โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในปี 2542 ตามที่เชื่อกันนั้นก็ค่อนข้างจะมืดมัวและยากที่จะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังปรากฏว่านโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงโดยรวมก็ทำให้อุตสาหกรรมส่งออกมีปัญหามากขึ้นทุกทีและลึกลงไปทุกที เช่นชิ้นส่วนและวัตถุดิบในสต๊อกที่จะต้องสั่งจากต่างประเทศก็เริ่มจะร่อยหรอหมดไปเพราะการขาดสภาพคล่อง ยิ่งกว่านั้น ถ้าปล่อยปัญหานี้ให้ยืดเยื้อนานต่อไป การจะสั่งอะไหล่เข้ามาซ่อมแซมหรือการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเอาเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาติดตั้งแทนในโรงงานต่างๆ หรือการที่จะต้องมีการลงทุนมากๆในอุตสาหกรรมที่โลกกำลังต้องการก็ไม่อาจทำได้ อุตสาหกรรมส่งออกของเราก็จะอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มากขึ้นทุกที

ตอนที่ 2

          โอกาสที่ประเทศไทยจะฟื้นตัวหรือกลับร่ำรวยได้นั้น ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งแล้วก็น่าจะพบว่าขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมส่งออกเพียงอย่างเดียวก็ว่าได้ เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นก็มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง ส่วนเงินที่ไหลเข้าจากต่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่เราหวังกันมากก็เป็นเรื่องที่เราหลงประเด็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเกินความเป็นจริง เพราะถึงแม้ว่าเงินที่ไหลเข้าจากต่างประเทศจะมีประโยชน์มาก
          แต่โดยมากก็เป็นเงินกู้ที่เราต้องเสียดอกเบี้ย และดอกเบี้ยที่สูงเกินความจริงยังทำให้เงินที่ไหลเข้ามามักจะเป็นของผู้ที่ต้องการกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศและอัตราดอกเบี้ยนอกประเทศเท่านั้น
          ปัญหาต่างๆดังกล่าวมาแล้วทั้งหมดเป็นเรื่องของการใช้สามัญสำนึกที่ถูกต้อง การใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องและการชั่งน้ำหนักที่ถูกต้องว่าอะไรเป็นเรื่องใหญ่และอะไรเป็นเรื่องเล็ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีน่าจะเข้ามาตัดสินให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง2-4 เปอร์เซ็นต์โดยเร็ว (โดยให้ ธปท. อัดฉีดเงินเพิ่มสภาพคล่องให้พอดี) (โปรดเทียบกับที่เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งทรุดโทรมมากพลิกกลับกลายเป็นบูมเป็นประวัติการณ์ หลังจากประธานาธิบดีคลินตันเข้ามารับตำแหน่งสมัยแรกมาจนปัจจุบัน เพราะธนาคารกลาง (แบงค์ชาติหรือ “เฟด” ของสหรัฐ) ลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างมากเมื่อต้นทศวรรษนี้ จนส่งผลให้ดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง มีข้อสังเกตด้วยว่า หลังจากนั้นเงินดอลลาร์ก็ขึ้นราคาสูงขึ้นเรื่อยๆตามภาวะเศรษฐกิจ (จนสูงมากในปัจจุบัน) ซึ่งแม้เฟดจะกำลังพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดมา ของก็ไม่แพงและเงินก็ไม่เฟ้อ (David Roche, Time, April 27, 1998 หน้า 35)
          ทึ่ถูกแล้วเราควรจะสังวรว่า ถ้าเราเพิ่มสภาพคล่องให้พอเพียงตามที่ผู้เขียนเสนอนี้ อุตสาหกรรมส่งออกก็ย่อมจะดี ซึ่งภายในเวลาอันไม่ชักช้าก็จะมีเงินไหลเข้าจากอุตสาหกรรมส่งออก และจะมีเงินไหลเข้าจากนักลงทุนต่างๆที่เห็นว่าประเทศไทยมีอนาคตที่ดี เพรามีการส่งออกดี มีความสามารถที่จะชำระหนี้ต่างประเทศได้ ซึ่งจะทำให้เงินบาทที่มีค่าสูงขึ้นและจะไม่มีใครเก็งกำไรในค่าเงินบาทอีกต่อไป
          ความหวาดกลัวในเรื่องต่างๆของแบงค์ชาติดังกล่าวก็จะเป็นเรื่องที่จะไม่เกิดขึ้น แต่อัตราเงินเฟ้อก็กลับจะลดต่ำลง ของถูกลง ในขณะที่เศรษฐกิจดีขึ้น ทุกคนมีฐานะดีขึ้นด้วย และสภาพคล่องที่ดียังทำให้ผู้ซื้อมีกำลังซื้อ อุตสาหกรรมต่างๆผลิตสินค้าขายได้มาก GDP สูง สถาบันการเงินดี งบประมาณไม่ขาดดุล คนไม่ว่างงาน ขึ้นเงินเดือนข้าราชการได้ ฯลฯ
          ในทางตรงกันข้าม ตราบใดที่เรายังดำเนินนโยบายการเงินด้วยความไม่ทันเกมหรือความตกใจกลัว (หรือที่นักเศรษฐศาสตร์มือเยี่ยมของโลกมักใฃ้คำว่า ประสาท (Nervous) คือทำให้เงินฝืดดอกเบี้ยสูงเพื่อส่งเสริมการออมหรือเพราะกลัวการเก็งกำไรค่าเงินบาท กลัวเงินเฟ้อ กลัวเงินไหลออก ฯลฯ เราก็จะมีเศรษฐกิจที่เสื่อมโทรม สินค้าออกตกต่ำ เงินไหลเข้าน้อย เงินไหลออกมาก ค่าเงินบาทกลับตกต่ำ ทำให้ของแพง เงินเฟ้อ คนยากจน ซึ่งกลับจะทำให้เงินออมน้อยอย่างจริงจัง หรือสรุปได้ว่า

          ในเรื่องนโยบายการเงิน ถ้าเราขาดสติกลัวอะไรมากเกินไป เราก็มักจะได้สิ่งที่เรากลัวนั้นเป็นของขวัญแก่ตัวเราเองอย่างที่เรากำลังได้รับอยู่
          หรือถ้าจะคิดเป็นตัวเลข ก็พอจะประมาณได้ว่านโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงของ ธปท. คงจะทำให้ จี.ดี.พี. ตกต่ำไปโดยไม่จำเป็นประมาณ 3%, 8% เฉพาะในปี พ.ศ. 2540, 2541) รวมเป็นเงินประมาณกว่าห้าแสนล้านบาท สถาบันการเงินเสียหายประมาณ 1 ล้านล้านบาท ราคาหุ้นต่ำลงเป็นล้านๆบาท ราคาอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศตกต่ำลงประมาณ 50% เป็นเงินอย่างน้อย 5 ล้านล้านบาท เมื่อรวมแล้ว ความเสียหายทุกอย่างน่าจะประมาณร่วม 10 ล้านล้านบาท
          ประเทศที่ยากจนอย่างไทยเราปัจจุบันนั้น โอกาสที่จะได้กู้เงินต่างประเทศ (นั่นคือมีเงินไหลเข้า) มากๆมาพัฒนาให้ร่ำรวยนั้นย่อมจะน้อยกว่าประเทศร่ำรวยอย่างเทียบกันไม่ได้ ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องเสียก็จะสูงกว่ามากด้วย (เพราะเจ้าหนี้เชื่อว่าโอกาสที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ยากจนลงดังกล่าว คือประเทศไทยย่อมจะมีน้อยมาก)
          ความเสียหายทั้งหมดดังกล่าว ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลพอเพียง ไม่คุ้มและไม่จำเป็นทั้งสิ้น เพราะแม้แต่โดยสามัญสำนึก การบริหารทุนสำรองโดยผิดพลาด ทำให้มีการขายดอลลาร์ไปในราคาถูกเกินไป ดอลลาร์ละราว 13 บาท 30 พันล้านดอลลาร์เป็นเงินรวมราว 400,000 ล้านบาท ก็ได้มีการกู้เงิน IMF มาชดเชยกว่า 6 แสนล้านแล้ว ซึ่งมากเกินความเสียหายอยู่แล้ว ทั้งหลังจากมีการลอยตัวค่าเงินบาทตามความจริงแล้ว (ตามที่ผู้เขียนได้เสนอหลายครั้งตั้งแต่ปี 2518 มา) ความเสียหายก็ควรจะหยุดได้ แต่ที่กลับเสียหายมากดังกล่าว ก็เป็นเพราะนโยบายที่ผิดพลาด (เงินฝืดดอกเบี้ยสูง) เป็นสำคัญ
          ข้อที่ควรเปรียบเทียบก็คือ การที่เศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นมาแล้ว แต่ถ้ากลับใช้นโยบายที่ผิดพลาด (เงินฝืด-ดอกเบี้ยสูง) นั้น เคยปรากฏมาแล้วในสหรัฐอเมริกาสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในช่วงประมาณปี 1929-1938 ว่า ผลที่สุดเศรษฐกิจก็จะกลับเลวร้ายลงไปอีกได้
          จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมโดยทันทีโดยไม่ต้องรอเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ (ซึ่งเป็นวิธีการ “พึ่งตนเอง” ทำนองเดียวกับแนวทางพระราชดำรินั่นเอง) ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงตามกลไกตลาดโดยรวดเร็วด้วย อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยดีหมดทุกจุดและจะดีกว่าเป้าที่ ไอ.เอ็ม.เอฟ. ต้องการด้วย
          การบริหารนโยบายเศรษฐกิจการเงินของประเทศไทยในยามวิกฤติ จะเชื่อถือบุคคลที่อาจเป็นคนเรียนเก่ง อ่านตำรามาก เป็นนักเรียนทุน (หรือไม่กล้าเปลี่ยนนโยบายเพราะกลัวเสียหน้า) หาได้ไม่ เพราะคุณสมบัติเพียงแค่นั้น ก็เห็นผลกันมาตลอดแล้วว่า เมื่อ “มือไม่ถึง” แล้ว ได้ทำให้เกิดผลเสียหายใหญ่หลวงในโลกของความเป็นจริงเพียงใด
          โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเศรษฐกิจของเรานั้นส่วนสำคัญบางทีก็ไม่มีในตำรา ทั้งต้องการการมองปัญหาที่ลึกซึ้ง ความคิดริเริ่ม การทันเกมรู้ว่าอะไรเป็นเรื่องหลอก (หรือเข้าใจผิด) อะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็นเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ฯลฯ

          สำหรับ IMF นั้นเห็นว่า IMF ไม่รู้จักเมืองไทย IMF มีแต่ความคิดที่ได้จากประสบการณ์ในเม็กซิโกซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่บางปีสูงกว่า 100% ต่อปี (ดูนิตยสาร FORBES, April 11, 1994) เป็นสาเหตุให้สินค้าออกมีราคาแพงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้การส่งออกลดลงจนเกิดวิกฤติการณ์เงินเปโซลดค่า ซึ่งแก้ไขได้ด้วยนโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูง เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อเสียก่อน สินค้าออกจะได้มีราคาไม่แพง จึงจะได้ผล
          ครั้ง IMF มาถึงเมืองไทย ก็เป็นธรรมดาว่าส่วนใหญ่ก็คุยกับแบงค์ชาติและนักวิชาการที่เห็นด้วยกับแบงค์ชาติซึ่งเลื่อมใสนโยบายเงินฝืดดอกเบี้ยสูงเช่นเดียวกัน IMF จึงถูกครอบงำด้วยนโยบายนี้ ส่วนคนที่ไปเจรจากับ IMF นั้น ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่านโยบายควรจะเป็นอย่างไรแน่ คงได้แต่พูดกับ IMF อย่างไม่มีน้ำหนักและเหตุผลที่เพียงพอ ฉะนั้น ถ้าจำเป็นเราจะต้องพูดจากับ IMF ให้เข้าใจความจริงและเหตุผลตามบทความนี้ ซึ่งเชื่อว่า IMF จะเห็นด้วย แต่ถ้าบังเอิญ IMF ไม่เข้าใจและไม่ถึงกับแน่ใจและเห็นด้วย 100% แต่ถ้าเรายืนยันจะปรับปรุงนโยบายตามที่ผู้เขียนเสนอนี้ก็เชื่อว่า IMF จะรับฟังและไม่ถึงกับตัดความช่วยเหลือเราเป็นแน่นอน
          ใคร่จะขอสรุปเกี่ยวกับนโยบายพิมพ์ธนบัตรและเพิ่มปริมาณเงินอย่างมหาศาลทั้งที่มีทุนสำรองเพียงน้อยนิด (59 พันล้านดอลลาร์) ของแบงค์ชาติสหรัฐหรือเฟดตามตัวเลขที่ได้กล่าวข้างต้นว่า ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ว่าจะต้องมีทุนสำรองอย่างเต็มที่นั้นเก่าล้าสมัยไปหลายสิบปีแล้ว (ดูเหมือนนายกรัฐมนตรีจะเคยกล่าวเมื่อเร็วๆนี้ว่า ประเทศเรามีปัญหาเรื่องทุนสำรองไม่พอ ซึ่งเห็นได้ว่านายกฯ ใช้ทฤษฎีเก่า) ประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ใช้ทฤษฎีนี้แล้ว เช่น อังกฤษมีทุนสำรองเพียงประมาณ 33 พันล้านดอลลาร์ ฝรั่งเศสประมาณ 32 พันล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับของไทยเรา แต่มีปริมาณธนบัตรหมุนเวียนมากกว่าเรามากมาย
          ถ้าสหรัฐและประเทศเหล่านี้ถือทฤษฎีนี้และไม่ได้เพิ่มปริมาณธนบัตรและเงินหมุนเวียนจนปรากฏว่ามีจำนวนมหาศาลและพอเพียงอย่างที่เขาเพิ่มตลอดมา เศรษฐกิจของเขาก็จะต้องเสื่อมโทรมจนพินาศไปแล้ว (จี.ดี.พี. คงจะลดลงไปกว่าครึ่ง) จึงควรที่ ธปท. ทีมเศรษฐกิจ และนายกรัฐมนตรี จะเลิกเข้าใจผิดไปว่าทุนสำรองนั้นเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายของประเทศ และรีบอัดฉีดสภาพคล่องโดยรวมเพิ่มขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอเงินไหลเข้า ซึ่งจะทำให้ จี.ดี.พี. ของเราเพิ่มสูงขึ้นและรายได้จากสินค้าออกเป็นดอลลาร์เพิ่มขึ้น 10-20 กว่าเปอร์เซ็นต์ (แสนแปดหมื่นถึงสี่แสนล้านบาทต่อปี) ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้เชื่อว่าเราสามารถชำระหนี้ได้ และจะมีเงินไหลเข้าเพิ่มอีกมากมายโดยรวดเร็ว ทำให้ปัญหาทุกอย่างหมดไป
          โดยเฉพาะค่าเงินบาทก็จะลอยตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำมากทำนองเดียวกับในสหรัฐ ซึ่ง ไอ.เอ็ม.เอฟ. ก็จะพอใจมาก และเราก็ไม่จำเป็นต้องขอให้เขาช่วยเหลืออีกต่อไป

สำหรับมาตรการแก้ไขเศรษฐกิจที่จะมีผลรวดเร็ว แน่นอน
ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยและคนไทยกลับสู่สภาวะเดิม
และรวยยิ่งขึ้นใกล้เคียงกับสหรัฐฯ สิงคโปร์ และฮ่องกง
โปรด click link ไปที่หัวข้อ..

          หมายเหตุพิเศษของผู้เขียน
          ผมได้ส่งบทความเรื่องนี้ (คือเรื่อง “นโยบายเงินฝืด-ดอกเบี้ยสูงกำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายรุนแรงฯ”) และบทความก่อนหน้านั้นเกือบทุกเรื่องให้แก่หม่อมราชวงศ์จตุมงคล โสณกุล ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง และผมได้ส่งให้นายกรัฐมนตรี และ ร.ม.ต. คลังด้วย หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ธปท. ก็เริ่มเลิกใช้นโยบายเงินฝืด-ดอกเบี้ยสูง และเริ่มเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมทำให้ดอกเบี้ยเริ่มลดลงเองตามกลไกตลาด โปรดดู จ.ม. ของผมในไทยรัฐ 25 ก.ค. 41 (ดูหน้า 76) กล่าวคือ ดอกเบี้ยเงินฝากได้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งภายในประมาณ 6 เดือน ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ก็ค่อยๆลดลงทำนองเดียวกัน
          อาจมีผู้เข้าใจผิดตามที่รัฐบาลยืนยันว่าก่อนหน้านั้นรัฐบาลไม่มีเงินเพิ่มสภาพคล่องซึ่งเห็นได้อีกครั้งว่าไม่เป็นความจริง เพราะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี (ดร. อาภรณ์ ชิวะเกรียงไกร) ก็ออกมายอมรับว่าการที่สภาพคล่องกำลังเพิ่มและอัตราดอกเบี้ยกำลังลดลงนั้น เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย (ดูเรื่อง “กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ในหน้า .....) การเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือการเลิกนโยบายเงินฝืด-ดอกเบี้ยสูง โดยหันมาใช้นโยบายสภาพคล่องดี-ดอกเบี้ยต่ำแทนนั่นเอง)
          ฉะนั้น จึงยืนยันได้ว่า การที่เศรษฐกิจได้ตกต่ำเสื่อมลงอย่างรุนแรงนั้น ไม่ไปเกิดจากสภาพการณ์ที่รัฐบาลหรือ ธปท. ไม่มีเงินเพิ่มสภาพคล่อง แต่เกิดจากนโยบายผิด
          หลังจากเปลี่ยนแปลงนโยบายให้ถูกต้องดังกล่าวแล้ว ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์หรือราคาหุ้นโดยรวมได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ยอดขายรถยนต์ ฯลฯ เพิ่มขึ้น และผลผลิตมวลรวมในประเทศ (G.D.P) เพิ่มขึ้น นักลงทุนมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่าเศรษฐกิจของเรากำลังดีขึ้นเรื่อยๆ และไทยเราจะสามารถชำระหนี้ต่างประเทศได้ จึงมีเงินไหลเข้ามาภายในประเทศมาก ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ต่อมาตั้งแต่ต้นปี 2543 นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากของประเทศไทยและกรรมาธิการของวุฒิสภา บางท่านได้ออกมาพูดว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่จริง เพราะไม่ไปถึงทุกภาคเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารก็ยังมีฐานะลำบาก ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ประเทศเรามีหนี้ต่างประเทศสูงมาก และอาจเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบสองขึ้น
          โดยไม่มีใครออกมาโต้แย้งว่าที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรต่ำนั้นเป็นสภาพที่เกิดขึ้นเกือบจะทั่วโลก ซึ่งยากที่จะเข้าไปช่วยชาวไร่ชาวนาของเราได้ในทันทีทันใด ส่วนการที่หนี้ต่างประเทศสูงนั้น ถ้าใจเย็นสักหน่อย เศรษฐกิจเราก็จะค่อยๆดีขี้น และเราจะสามารถผ่อนชำระได้ดีอย่างแน่นอน และสำหรับธนาคารก็เช่นเดียวกันถ้าเราประคองให้เศรษฐกิจค่อยๆดีขึ้น เอ็น.พี.แอล. ของธนาคารก็จะลดลงจนถึงระดับที่น่าจะพอใจได้ตามความคาดหมาย และการฟื้นตัวที่จะถึงทุกภาคเศรษฐกิจนั้น ก็เป็นธรรมดาว่าจะ&