ปรากฏว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเราไม่ค่อยจะดีมาตั้งแต่ปี 2549 แล้ว ทั้งนี้นอกจากเป็นเพราะ ปัญหาทางการเมืองแล้ว ก็น่าจะเกิดจากน้ำมันแพง เงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูงและการประกาศกันสำรอง 30% สำหรับเงินทุนที่จะเข้าประเทศเป็นเหตุสำคัญ
ผู้มีอำนาจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยมักจะอ้างว่าที่แล้วมาได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อบรรเทาปัญหา เงินเฟ้อและของแพง
แต่ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ทำให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนสินค้าส่งออกสูงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งเป็นธรรมดา เหลือเกินว่าราคาสินค้าและบริการภายในประเทศและราคาส่งออก ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตาม นั่นคืออัตราเงินเฟ้อ น่าจะสูงขึ้น ไม่น่าจะต่ำลงอย่างที่ต้องการ
ผลเสียของการที่ดอกเบี้ยสูง ก็คือทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหรือชะงักงัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในบรรดา ผู้คุมนโยบาย การเงินของประเทศใหญ่ๆทั่วโลก
ความจริงนั้นอัตราเงินเฟ้อสูงหรือการขึ้นราคาสินค้าของเรา เกิดจากน้ำมันแพงเป็นสำคัญ ซึ่งการขึ้น อัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถจะลด cost ค่าน้ำมันที่สูงนี้ได้ แต่กลับเป็นการเพิ่มต้นทุน จึงไม่น่าจะแก้ให้เงินเฟ้อ ลดลงได้ แต่กลับมีแนวโน้มทำให้เงินเฟ้อมากขึ้นดังได้กล่าวแล้ว
ผลเสียที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ของอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไปก็คือ เมื่อดอกเบี้ยของไทยสูงขึ้น ก็ทำให้ เงินตรา ต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินดอลลาร์สหรัฐ ไหลเข้ามากขึ้นโดยไร้ประโยชน์ ทำให้ค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้น ผิดปกติ กระเทือนการส่งออกโดยไม่จำเป็น ซึ่งผู้คุมนโยบายการเงินของเราก็ไม่พอใจอีก จึงได้เข้ามาแก้ไข โดยการเอา เงินบาทออกมาซื้อเงินตราต่างประเทศ ในท้องตลาดเอาไปเก็บไว้ ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ (และมีผลเสีย) เพราะที่จริงแล้ว เพียงแต่ลดอัตราดอกเบี้ย โดยเลิกใช้นโยบายดอกเบี้ยสูง ก็จะแก้ปัญหาเงินบาทแข็งเกินความเป็นจริง ได้พอควรโดยไม่ต้องวุ่นวายมากนัก
นอกจากนี้นโยบายดอกเบี้ยสูงค่าเงินบาทต่ำของเรายังเป็นนโยบายที่ขัดแย้งกันเองในข้อสำคัญ ไม่กลมกลืนกัน ใช้ร่วมกันแล้วยิ่งเกิดผลเสียมากกว่าผลดี อย่างน้อยก็เป็นผลลบต่อการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP.) โดยไม่จำเป็น ซึ่งคงจะไม่ใช่ของง่ายที่ใครจะคำนวณให้เห็นชัดเจนว่า เหตุดังกล่าวทำให้ จี.ดี.พี. ตกลงไปอีกเท่าใด
ยิ่งกว่านั้น ความเชื่อที่ว่า การพยายามลดค่าเงินให้ต่ำเป็นผลดีต่อการส่งออกนั้น ก็ไม่ค่อยตรงกับความจริงนัก ตัวอย่างเช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมักจะอ้างเกือบตลอดมาในระยะหลายเดือนมานี้ว่า เงินบาทของเรา แข็งค่าหรือมีค่าสูงเกินไป กระเทือนอุตสาหกรรมส่งออกอย่างมาก จะทำให้การส่งออกตกต่ำ แต่ตามตัวเลข ที่เพิ่งเปิดเผยกลับปรากฏว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2549 จนถึงกุมภาพันธ์ 2550 นี้ การส่งออกพุ่งสูงขึ้น เป็นประวัติการณ์ สูงมากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปี 2548 และช่วงเดือนเดียวกันของปี 2549
ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่านโยบายดอกเบี้ยสูงค่าเงินบาทต่ำของเราน่าจะผิดพลาด และก่อผลเสียรุนแรง
อาจมีข้อโต้แย้ง ว่าผู้มีอำนาจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ล้วนแต่มีชื่อเสียงดี น่าเลื่อมใส ไม่น่าจะใช้ นโยบายผิดพลาด บกพร่อง หรือเสียหายได้
ก็ตอบได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจต่างๆเป็นเรื่องยุ่งยากลึกซึ้ง การใช้นโยบายผิดหรือปฏิบัติผิดพลาดขององค์กร หรือ บุคคลใดๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ในปี 1929-1936 ที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกนั้น เหตุเริ่มต้นเกิดในสหรัฐ ซึ่งยังไม่รุนแรงมาก แต่เนื่องจากเกิดตกใจและตื่นกลัวกันมาก ทำให้มีการขึ้นดอกเบี้ย ลดปริมาณเงินหมุนเวียน กันหลายช่วง โดยไม่จำเป็น และใช้นโยบายและมาตรการเศรษฐกิจผิดพลาดหลายประการ ทั้งในสหรัฐ และ ประเทศอื่นๆ จนเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธนาคารกลางของสหรัฐหรือ FED ก็เคยใช้นโยบายที่บกพร่อง เช่นบางระยะ จะกำหนดให้ ดอกเบี้ยสูงเกินไป หรือต่ำเกินไป จนเศรษฐกิจเสียหาย (ดู R.J. SAMUELSON, NEWSWEEK, June 26, 2006, p.7)
หรือแม้แต่ในประเทศไทยเอง ตอนที่เกิดวิกฤติค่าเงินบาทหรือต้มยำกุ้ง disease เมื่อเกือบ 10 ปีมานี้ (ประมาณปี 2540) ก็เกิดจากนโยบายผิดพลาดร้ายแรง ความจริงในตอนนั้น ปัญหามีเพียงว่าค่าเงินบาท ได้เริ่มจะอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ เพราะเงินไหลออกมาก ซึ่งถ้าเราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่ตื่นตกใจ และปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัวอ่อนค่าต่ำลงในทันที (ตามที่ผู้เขียนเสนอไว้แล้วตลอดมา) ธปท.และกระทรวงการคลัง ก็จะไม่ต้องนำเงินดอลลาร์ทุนสำรอง ออกมาขายในท้องตลาดในราคาถูกเพื่ออุ้มค่าเงินบาท จนผลที่สุด ทุนสำรอง ของเราหมดไปโดยเปล่าประโยชน์เป็นมูลค่ากว่า หนึ่งล้านล้านบาท (ซึ่งเป็นผลของนโยบาย และการปฏิบัติที่ผิดพลาด อย่างร้ายแรง จนอดีตผู้ว่าการ ธปท. ถูกศาลพิพากษาให้รับผิดชอบใช้ค่าเสียหายเป็นแสนล้านบาท) และการที่เงินบาท อ่อนค่าก็จะทำให้สินค้าออกของเรามีราคาถูกลง ส่งผลให้ขายให้ต่างประเทศได้มากขึ้น เงินไหลเข้ามากขึ้น ในขณะที่สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ก็มีราคาสูงขึ้น ทำให้เราซื้อสินค้าต่างประเทศเข้ามาน้อยลง ทำให้เงิน ไหลออกน้อยลง ทั้งสองประการนี้ ก็จะทำให้เงินไหลเข้ากับเงินไหลออกใกล้เคียงกัน ค่าเงินบาทก็จะมีเสถียรภาพ และถ้าเราปล่อยให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนแข่งขันกันตัดราคาสินค้าออกได้อย่างเต็มที่ และรัฐบาลส่งเสริมสินค้าออก ด้วยประการต่างๆ สินค้าออกของเราก็จะตีตลาดโลกได้เหมือนของญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ดุลบัญชีเดินสะพัดของเรา ก็จะเกินดุลอยู่เรื่อยๆ ไม่นานค่าเงินบาทของเรา ก็จะกลับแข็งค่าขึ้นตามเดิม หรือแข็งยิ่งกว่าเดิม วิกฤติก็จะเกิดขึ้น ไม่นาน ความเสียหายก็เกือบจะไม่มี แต่ ธปท. และกระทรวงการคลังรวมทั้ง I.M.F. ก็กลับใช้นโยบายผิดเข้ามาแก้ไข โดยใช้นโยบายเงินตึงดอกเบี้ยสูงมาก (ทำนองเดียวกับที่ I.M.F. ใช้ที่เม็กซิโก) ทำให้เศรษฐกิจของเรา ในระยะนั้น เสียหายมากและตกต่ำ และเมื่อสภาพคล่องไม่พอเพียงและดอกเบี้ยก็สูงขึ้นกว่าเท่าตัว ก็ทำให้การผลิตสินค้าออก ตกต่ำ เงินไหลเข้าน้อยลง ทำให้ค่าเงินบาทก็ยิ่งอ่อนลงไปอีก ผู้เขียนจึงได้เขียนบทความหลายเรื่องลงสื่อต่างๆ ออกวิทยุและออก ทีวี. เสนอให้เลิกใช้นโยบายผิดๆ ดังกล่าว (โปรดดู บทความเรื่อง นโยบายดอกเบี้ยสูง เพื่อปกป้อง ค่าเงินบาท จะทำให้เศรษฐกิจเลวลง ซึ่งผลที่สุดค่าเงินบาทก็จะยิ่งตกต่ำลงไปอีก ที่ลงพิมพ์ในวารสารสมาคม เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 8, มกราคม 2540 และเรื่องอื่นๆ ใน www.meepahd.com) ซึ่งผลที่สุด ธปท. และกระทรวงการคลังก็ปฏิบัติตามจนพ้นจากวิกฤติได้ภายในเวลาไม่กี่ปี หลังจากนั้นไม่นาน I.M.F. ก็ยอมรับว่า นโยบายเงินตึง ดอกเบี้ยสูงมากที่ใช้นั้นผิดพลาด จนส่งผลเสียหายไปหลายประเทศ
ปัญหาเศรษฐกิจ ของเราในคราวนี้ ก็เช่นเดียวกันคือเราไม่ควรจะกลัวหรือหวั่นไหวมากจนเกินไป หรือพยายาม ใช้มาตรการต่างๆ ให้ยุ่งไปหมด ซึ่งอย่างมาก็มีผลเพียงสร้างภาพให้ประชาชนสบายใจ แต่ควรเพียงแต่จะแก้ไข นโยบายให้ถูกต้องดังกล่าวแล้ว ทุกอย่างก็จะค่อยๆกลับดีขึ้นได้ ดังกล่าวแล้ว
ขอย้ำว่าการจงใจกดค่าเงินบาทให้ต่ำมีผลเสียมากกว่าผลดี เช่น ทำให้น้ำมันแพง ประชาชนเดือดร้อน ทั้งประเทศ ชิ้นส่วน อะไหล่ วัตถุดิบ เครื่องจักรกลโรงงานแพง เงินเฟ้อสูง ยิ่งกว่านั้น การพยายามทำให้ค่าเงินบาท ต่ำกว่าความเป็นจริงนี้ ยังมีนัยสำคัญทำนองว่า เรากำลังเริ่มจะเลิกใช้ระบบค่าเงินบาทลอยตัว พยายามกลับไปใช้ระบบ ค่าเงินบาทคงที่ตายตัว หรือระบบตะกร้าเงินทำนองเดียวกับก่อน 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งผลที่สุดจะไปลงเอยอย่างไร ก็ยากที่จะพยากรณ์ได้ (อาจจะร้ายแรงเหมือนการเอาทุนสำรองออกมาขาย เพื่ออุ้มค่าเงินบาทที่ได้เคยเกิดขึ้น สมัยต้มยำกุ้ง disease ซึ่งความจริงก็เกิดจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนตายตัว หรือระบบตะกร้าเงินที่กล่าวข้างต้น) |