Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

การที่ค่าเงินบาทแข็งและขี้นค่าสูงขึ้นจะเป็นผลดี
ต่อประชาชนไทยทั้งประเทศ ที่ ธปท.กำลังพยายาม
ให้ค่าเงินบาทอ่อนและไม่ยอมยกเลิกมาตรการ
กันสำรอง 30% โดยสิ้นเชิง เป็นการทำให้คน
ทั้งประเทศเสียหาย
(คมช.และรัฐบาลน่าจะให้ ธปท.แก้ไขโดยทันที)*
มีพาศน์ โปตระนันทน์**


          การที่ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อ้างว่าเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยมากเกินไป เป็นเหตุให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไป เป็นผลเสียต่อการส่งออกและมีการเก็งกำไรค่าเงินบาท จึงได้บังคับใช้มาตรการกันสำรอง 30% เพื่อมิให้เงินไหลเข้ามาก (ซึ่งเป็นมาตรการควบคุมเงินทุน (Capital Control)ที่ฝ่าฝืนกลไกตลาด และธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ใช้กัน) โดยมีประกาศใช้มาตรการนี้เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ปรากฎว่าได้ก่อความเสียหายต่างๆ อย่างมหาศาล เช่น ทำให้นักลุงทุนในต่างประเทศขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ออกมาอย่างมากมาย ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ทำให้ Market cap (มูลค่าของตลาด) หายไปหลายแสนล้านบาท การลงทุนจากต่างประเทศลดต่ำลงมาก แม้กระทั่ง การลงทุนเพื่อผลิตสินค้าส่งออกก็มีน้อยลง เพราะต้องถูกกันสำรอง 30% เช่นกัน)

          ความจริงนั้นเราควรมองปัญหาให้ลึกซึ้งเสียก่อนว่าการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เป็นผลดี ผลเสียอย่างไรบ้าง
------------------------------------------------
*ข้อความตามบทความนี้ได้เผยแพร่ต่อสื่อมวลชนเมื่อ 19 ธันวาคม 2549 และได้เสนอต่อ คมช. และคณะรัฐบาลด้วย และ ส่วนใหญ่ ได้นำมาจากบทความของผู้เขียนใน www.meepahd.com
**อาจารย์ผู้บรรยายระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ

การที่ค่าเงินบาทแข็งและขี้นค่าสูงขึ้นจะเป็นผลดี
ต่อประชาชนไทยทั้งประเทศ ที่ ธปท.กำลังพยายาม
ให้ค่าเงินบาทอ่อนและไม่ยอมยกเลิกมาตรการ
กันสำรอง 30% โดยสิ้นเชิง เป็นการทำให้คน
ทั้งประเทศเสียหาย
(คมช.และรัฐบาลน่าจะให้ ธปท.แก้ไขโดยทันที)

          ก็จะพบว่า การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นก็ได้ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงถูกลง เครื่องจักรกลที่ใช้ ในการผลิตสินค้าส่งออก วัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่นำเข้าถูกลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการผลิตสินค้าส่งออก

          อย่างไรก็ด่าเงินบาทของเราก็ถูก ธปท. กดไว้ให้อ่อนกว่าความเป็นจริงเพื่อ ช่วยการส่งออก อยู่แล้ว แต่ถ้ายังเห็นว่าแข็งค่าเกินไปก็ควรลดดอกเบี้ยลงมากๆ ก็จะเป็นผลดีที่สุดเงินตราต่างประเทศ จะไหลเข้าน้อยลง เงินบาทจะอ่อนค่าลงหรือหยุดการแข็งค่า ส่วนผลเสียเกือบไม่มี เพราะเมื่อดอกเบี้ย ลดลง ก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนต้นทุนของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายก็จะลดลง จึงไม่ทำให้สินค้าแพงขึ้น อย่างที่คณะกรรมการนโยบายการเงินเข้าใจ แต่กลับมีแนวโน้มทำให้สินค้าราคาต่ำลงด้วยซ้ำ อัตราเงินเฟ้อก็จะไม่เพิ่มกว่าปกติ

          อาจมีผู้แย้งว่าที่แล้วมาธนาคารกลางของสหรัฐฯ หรือ Fed ก็มักจะขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งคราว เนื่องจากเงินเฟ้อ น้ำมันแพง ข้อโต้แย้งนี้ไม่เป็นความจริง เพราะส่วนใหญ่แล้วเวลา Fed ขึ้นดอกเบี้ย ก็มีจุดประสงค์ใหญ่เพื่อให้คนอเมริกันลดความฟุ่มเฟือยลง และเพื่อให้เงินทุนไหลเข้า เพื่อให้ค่า ดอลล่าห์อยู่ระดับที่ไม่ต่ำ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาแตกต่างกับของเรามาก

          ส่วนที่คณะกรรมการนโยบายการเงินเพิ่งจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% น่าจะยังไม่เพียงพอ

          สรุปแล้วเราควรลดดอกเบี้ยให้ต่ำลงมากๆ ก็จะมีผลดีแน่นอน

          ส่วนที่ ธปท. ออกประกาศเมื่อ 29 ม.ค. 2550 ผ่อนผันมาตราการกันสำรอง 30% ให้อ่อนลง หรือยกเลิกไปบางกรณี โดยมีรายละเอียดค่อนข้างสับสนยุ่งยากต่อการปฏิบัติ น่าจะช่วยให้มาตราการนี้ มีผลเสียน้อยลงบ้าง แต่คงไม่มากนัก

          ฉะนั้นถ้าจะให้ผลเสียต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจหมดไป ธปท. จะต้องยกเลิกมาตราการนี้ เสียโดยสิ้นเชิงเท่านั้น

          และที่จริงแล้วที่ รมว. คลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อ้างตลอดมาว่า เงินบาทแข็งเกินไป เป็นผลเสียต่อการส่งออกนั้นก็น่าจะพิเคราะห์ว่า ถ้าเป็นความจริงและถ้า ธปท. ไม่เข้าไปแทรกแซงด้วยประการใดๆ การส่งออกก็จะลดต่ำลงบ้าง เงินไหลเข้าน้อยลง ค่าเงินบาท ก็จะอ่อนตัวลงเองตามกลไกตลาด ทำให้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งหมดไปเองโดย ธปท. ไม่ต้องทำอะไร ให้วุ่นวายอยู่แล้ว

          การส่งออกที่อาจลดลงบ้างดังกล่าว ก็เป็นเรื่องธรรมดาและควรจะยอมรับได้และถือเป็นสิ่งดี เพราะตามสถิติล่าสุด การส่งออกเพิ่มในเดือนพฤศจิกายน 2549 ถึงกว่า 20% สูงเป็นประวัติการณ์ อยู่แล้ว (ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็น over export และไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงด้วยซ้ำ) ซึ่งถ้า ธปท. เพียงแต่หยุดแทรกแซงค่าเงินและยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% เสียโดยสิ้นเชิง แม้อัตราเพิ่ม ของการส่งออกอาจลดลงบ้าง ก็ไม่น่าจะลดต่ำกว่า 10% ต่อปี ซึ่งย่อมทำให้สภาวะที่ว่าเงินไหลเข้า มากเกินไปหมดไป และการที่อัตราเพิ่มลดลงเช่นนี้ก็กลับจะเป็นผลดี เพราะจะเป็นการแก้ปัญหา ค่าเงินบาทแข็งได้ด้วย แต่การส่งออกก็ยังจะสามารถค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสามารถ คุณภาพและความหลากหลายของสินค้าส่งออก และรัฐบาลควรจะปล่อยให้มีการแข่งขัน โดยเสรี อย่างแท้จริง ในการผลิตสินค้าส่งออกในเรื่องการลงทุนและการตัดราคากันเอง ของผู้ส่งออก เหมือนประเทศเก่งๆ ทั้งหลาย ซึ่งเราควรต้องพอใจในราคาที่ต่ำลงของสินค้าส่งออกนี้ด้วยโดยไม่ต้อง คอยพึ่งค่าเงินที่อ่อนเกินความจริงประเทศไทยเราก็จะมีเศรษฐกิจดีและเสถียรภาพทุกส่วน

          ความจริงจึงมีอยู่ว่า เรายังไม่สมควรต้องช่วยเหลือการส่งออก ด้วยการพยายามทำให้ค่าเงินบาท ยิ่งลดต่ำลงไปกว่าปัจจุบัน เพราะผลเสียสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้น้ำมันแพง ค่าครองชีพ และอัตราเงินเฟ้อสูง เป็นผลเสียต่อประชาชนทั้งประเทศรวมทั้งคนยากคนจน

          มาตราการของผู้ว่าการ ธปท. ที่ให้กันสำรอง 30% ดังกล่าวแล้ว จนส่งผลให้ตลาดหุ้น ซึ่งเป็น ส่วนสำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจปั่นป่วน ถล่มทลาย จึงไม่มีประโยชน์และไร้เหตุผลว่าทำไปเพื่ออะไร และทำให้เกิดความสงสัยได้ว่าเหตุใดเป็นห่วงผู้ส่งออกมากจนเกินควร (และอาจเป็นปัญหาด้วยว่าผู้ว่าการ ธปท. จะต้องรับผิดชอบกฎหมายหรือไม่)

          อาจกล่าวได้ว่า มาตราการกันสำรอง 30% อย่างน้อยก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย แต่กลับเป็น การสร้างปัญหาที่ใหญ่โตมากให้เกิดขึ้นอย่างน่าสังเวชที่สุด จึงเป็นความผิดพลาด อย่างร้ายแรง ที่อยู่ดีๆ ไปเพ่งเล็งช่วยการส่งออกดังกล่าว ซึ่งก่อผลเสียหายหลายแสนล้านบาทและยังทำลาย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและชื่อเสียงของระบบ 

การที่ค่าเงินบาทแข็งและขี้นค่าสูงขึ้นจะเป็นผลดี
ต่อประชาชนไทยทั้งประเทศ ที่ ธปท.กำลังพยายาม
ให้ค่าเงินบาทอ่อนและไม่ยอมยกเลิกมาตรการ
กันสำรอง 30% โดยสิ้นเชิง เป็นการทำให้คน
ทั้งประเทศเสียหาย
(คมช.และรัฐบาลน่าจะให้ ธปท.แก้ไขโดยทันที)

เศรษฐกิจไทย จนอาจทำให้เศรษฐกิจเสื่อมรุนแรง ทำนองเดียวกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540-2542 (ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจาก ธปท. เอาเงินเกือบหนึ่งล้านล้านบาทไปแทรกแซงค่าเงินบาท และใช้นโยบายเงินตึง ดอกเบี้ยสูงโดยผิดพลาด ซึ่งผู้เขียนได้คัดค้านจน ธปท.ยอมเพิ่มสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยจนพ้นวิกฤติ (ดู www.meepahd.com))

          ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ถ้า ธปท. ยอมยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ดังกล่าวเสียโดยสิ้นเชิง และปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวโดยเสรีตลอดไป อย่างในสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฮอลแลนด์ สิงค์โปร์ ซึ่งค่าเงินลอยตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว เช่น เงินสวิสฟรังค์ ขึ้นค่าสูงขึ้นจากระดับฟรังค์ละ 6 บาท เป็นฟรังค์ละกว่า 30 บาท ในปัจจุบัน (ทำให้น้ำมัน ฯลฯ ถูกลงหลายเท่าตัว) ส่งผลให้ประชาชนของเขา มีค่าครองชีพต่ำลงตามไปด้วย และ การที่ค่าเงินของเขาแข็งขึ้นมากนี้ปรากฏว่า ไม่ได้ทำให้เงินที่เขาได้ จากการส่งออกลดต่ำลง อย่างที่เขาเองก็เคยวิตกและถ้าเราปล่อยให้ประเทศไทย มีการลงทุน และการแข่งขันโดยเสรีมากๆ รวมทั้งเลิกการเข้มงวดกับต่างชาติ (ซึ่งเป็นเพียงมาตรการ “หลงชาติ” ซึ่งจะทำให้การลงทุนโดยรวมลดต่ำลง) และถ้าเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ถึง 75% ในตลาด หลักทรัพย์ ทำนองเดียวกับในเกาหลี (และในอินเดียในธุรกิจส่วนมาก) ในเวลาไม่นานค่าเงินบาทจะค่อยๆ แข็งค่าสูงขึ้นได้มาก อย่างน้อยเป็นดอลลาห์ละไม่ถึง 20 บาท (ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. เอง ก็กล่าวว่า ถ้า ธปท. ไม่เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทคงจะแข็งค่าขึ้นไปถึง 29 บาทในคราวนี้) ซึ่งจะมีผลดีมากมาย เช่น น้ำมันถูกลงหนึ่งเท่าตัว เป็นลิตรละสิบกว่าบาท และสินค้าอื่นๆ ก็จะถูกลงมาก ซึ่งจะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ ของถูกและประชาชนคนไทยเรามีฐานะและความเป็นอยู่ดีมากขึ้นทั้งประเทศ รวมทั้งชาวไร่ชาวนา และผู้ใช้แรงงาน ซึ่งปัจจุบันยากจนข้นแค้นแสนสาหัส และไม่เคยมีใครเป็นห่วงดูแล และไม่มีปากเสียง ก็จะมีฐานะและรายได้ดีด้วย เศรษฐกิจโดยรวม (จีดีพี) ก็จะโตขึ้นมาก

          ส่วนการส่งออกของเราก็จะปรับตัวได้ทำนองเดียวกับในประเทศดังกล่าว ซึ่งก็ปรากฏว่าผู้ส่งออก ของเขาก็ยิ่งร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีมากขึ้น

          ผู้เขียนยืนยันได้ว่าการที่เงินบาทจะขึ้นค่าสูงขึ้นตามกลไกตลาด ไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะกลัว หรือขัดขวาง แต่กลับเป็นสิ่งดีที่สุดและเป็นวิธีเดียวที่จะส่งผลดี โดยตรงต่อประชาชนผู้ยากจน ให้เขามีชีวิต รูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งควรจะเป็นจุดหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศ

          จากผลดีของการจะปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวตามที่กล่าวมาแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าใครจะเก็งกำไรค่าเงินบาท เราก็ไม่ควรกังวลหรือหวาดสะดุ้ง นอกจากนี้ในตลาดเงินของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็มีการเก็งกำไรเป็นส่วนมาก และการเก็งกำไรค่าเงินบาทนี้ ถ้าทาง ธปท. ไม่ได้กังวลจนเข้าไปต่อสู้โดยได้ใช้เงินของประเทศเข้าไปแทรกแซง ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2549 จนขาดทุนไปกว่าแสนสามหมื่นล้าน (ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากมายจนน่าตกใจ) ก็ไม่น่าจะมีความเสียหายอะไรที่เป็นรูปธรรม การแทรกแซงที่ได้กระทำไปแล้ว จึงเห็นได้ชัดว่า ธปท. ทำอะไรเกินสมควร (over react) ไม่คุ้มและอาจถูกมองได้ว่า ธปท. เข้าไปรับการขาดทุนแทนกลุ่มผลประโยชน์โดยใช่เหตุ

          คมช. และรัฐบาลจึงควรให้ ธปท. ยกเลิกมาตรการแทรกแซงต่างๆ ที่ได้ออกมาแล้วตั้งแต่ 18 ธันวาคม 2549 ทั้งหมด ซึ่งต่างประเทศย่อมจะเข้าใจและกลับเข้ามาลงทุนในเวลาอันรวดเร็ว ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดไป

          แต่เราปล่อยให้ทาง ธปท. คงใช้บังคับมาตรการกันสำรอง 30% บางส่วนต่อไป โดยไม่ยอมเลิกโดยสิ้นเชิง ก็จะทำให้ตลาดหุ้นยังคงตกต่ำมาก มูลค่าของตลาด (market cap) น่าจะยังคงหายไปหลายแสนล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาลและทำให้ต่างประเทศมองว่าไทยเรา ไม่ยอมรับผิดและอาจออกมาตรการอะไร ที่ผิดพลาดมาอีกสักกี่มาตรการเมื่อใดก็ได้(ทำนองเดียวกับประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนมากก็มักจะเชื่อว่า หน่วยงานของรัฐเก่งกว่ากลไกตลาด และสามารถจะบันดาลอย่างไรก็ได้) ซึ่งจะไม่มีใครพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพียงไร และทำให้อนาคตของประเทศไทยค่อนข้างจะมืดมัว

          สรุปแล้วเราควรปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดค่าเงินบาท ซึ่งจะได้ค่าเงินบาทที่เหมาะสมและเอื้อต่อความเจริญสูงสุด (Optimum growth) ในทุกภาคของเศรษฐกิจ สมดุลและเป็นธรรมโดยค่าเงินบาทจะไม่ถูกบิดเบือนไปโดยกลุ่มผลประโยชน์และจะไม่มีการ “เลือกที่รักมักที่ชัง” ซึ่งเป็นจุดอ่อนของวัฒนธรรมไทย ซึ่งการปล่อยให้สภาพเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดค่าเงินนี้ ธนาคารกลางที่ฉลาดในต่างประเทศเขาก็ถือปฏิบัติกันและปรากฏผลดีที่สุดอยู่แล้ว