Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

รัฐบาลใหม่ต้องให้แบงก์ชาติเลิกเอาประเทศไทยทั้งประเทศ ไปแทรกแซงค่าเงินบาท
เศรษฐกิจไทยจึงจะเริ่มดีได้จริงจัง

3 ก.พ. 2551

-----โดย มีพาศน์ โปตระนันทน์ อาจารย์ผู้บรรยายระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง กฎหมาย อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ในศาลฎีกา ฯลฯ www.MEEPAHD.com

---- ปรากฏจากเว็บไซค์ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ธปท. ได้เข้าแทรกแซง ค่าเงินบาทอย่างหนัก เพื่อให้ค่าเงินบาท "มีเสถียรภาพ" โดยต้องก่อหนี้สินจำนวนถึง 2,600,000 ล้านบาท แล้วนำเงินนี้ไปซื้อดอลลาร์ในท้องตลาดเอาไปเก็บไว้ (อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือการส่งออก และผู้ส่งออก โดยจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อน)

---- หนี้สิน 2,600,000 ล้านบาทนี้ ประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศต้องรับผิดอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นหนี้มากมายมหาศาล จนเหลือเชื่อนั่นคือเป็นหนี้จำนวนมากกว่าที่เรา กู้จาก IMF.500,000 กว่าล้านบาทมาแก้วิกฤตค่าเงินบาทปี 2540 ถึงประมาณ 5 เท่าตัว และจะต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนมหาศาลด้วย

---- เราจึงต้องช่วยกันคิดชั่งน้ำหนักทางได้เสีย ว่าการกระทำของ ธปท. เช่นนี้ จำเป็นหรือไม่ ถูกต้องและคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นก็เห็นได้ทันทีว่าไม่จำเป็น ไม่ถูกต้อง ไม่คุ้มค่า เพราะผลดีของการแทรกแซงให้เงินบาทอ่อนค่า (ต่ำ) ต่อกลุ่มผลประโยชน์ก็ไม่มากมายอะไร เราจึงต้อง พิจารณาต่อไปว่า มีอะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของผู้มีอำนาจบางคน ที่ให้สร้างหนี้เช่นนี้หรือไม่ หรือการซื้อขายดอลล่าร์บางส่วนอาจมีใครได้เงินใต้โต๊ะบ้าง หรือไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสวงหา
ผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โตมากที่เราจะวางเฉยต่อไปได้

---- สิ่งที่น่าจะเป็นห่วงต่อไปก็คือ ผลเสียหายที่น่าจะเกิดขึ้นนั้น จะทำให้บางท่านต้องรับผิดชอบ เป็นแสน ๆ ล้านบาท อย่างเช่นอดีตผู้ว่าการ ธปท. ท่านหนึ่งได้ถูกศาลพิพากษาให้รับผิดชอบ หรือไม่

---- ความจริงนั้นการปล่อยเงินบาทให้แข็งค่าสูงขึ้นตามธรรมชาติได้โดยเสรีอย่างจริงจัง (ซึ่งขณะนี้ค่า เงินบาทของเรา ก็มีแนวโน้มค่อย ๆ แข็งขึ้นเองจนน่าจะถึง 25-30 บาท ในเวลาไม่นานนี้อยู่แล้ว) จะส่งผลดีมากมาย เช่น จะทำให้ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า สินค้านำเข้า ฯลฯ ถูกลง อันตราเงินเฟ้อต่ำ เครื่องจักรกลโรงงาน เครื่องทุ่นแรง วัตถุดิบ ชิ้นส่วนจากต่างประเทศถูกลง หนี้สินของไทยจะลดน้อยลง ได้เป็นเงินมหาศาล สินค้าและบริการอื่น ๆ ก็จะถูกลงตาม ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น การลงทุน เพิ่มขึ้นตาม ผู้ผลิตก็จะผลิตสินค้าขายได้มากขึ้น จี.ดี.พี. ก็จะสูงขึ้นโดยรวดเร็ว สัดส่วนของการผลิตจำหน่าย ในประเทศจะค่อย ๆ สูงขึ้นจนสมดุลคือ มากกว่าครึ่งของ จี.ดี.พี. ทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งทั้งระบบ ไม่มีปัญหา เ รื่องฟองสบู่ ในขณะที่สิ่งที่ผลิตได้มีคุณภาพและระดับสูงขึ้น ประเทศไทยและประชาชนไทยร่ำรวยขึ้นได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลิกใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อน (ต่ำ) อย่างจริงจังจะทำให้คนยากจนข้นแค้นได้ ประโยชน์ โดยตรงเกือบจะในทันที ซึ่งจะเป็นนโยบายเดียวที่จะเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนจน และมหาเศรษฐีลงได้อย่าง เป็นรูปธรรมยิ่งกว่าวิธีการสังคมนิยมใด ๆ เช่น การเก็บภาษีทรัพย์สินหรือภาษีมรดก

---- ผลดีที่กล่าวแล้วทั้งหมดจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติตามกลไกลตลาด
---- ฉะนั้น ถ้าเราเพียงแต่อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้โดยเสรี โดยปราศจาก RED TAPE หรือกฎหมาย หรือกฎระเบียบ ที่ไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ รวมทั้งไม่ควรจำกัดการแข่งขันด้วยวิธีต่าง ๆ การผลิต เพื่อใช้เองภายในประเทศและการส่งออกจะยิ่งขยายตัวรวดเร็วขึ้น ประเทศไทยและคนไทยจะมีแต่การก้าวไปข้างหน้า (ไม่มีการถอยหลังเข้าคลอง) เศรษฐกิจดีขึ้นโดยรวดเร็ว เงินก็จะยิ่งไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์มากยิ่งขึ้น หุ้นขึ้นราคา นักลงทุนเชื่อมั่น เงินบาทก็มีแนวโน้มยิ่งแข็งค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ (เมื่อกาลเวลาผ่านไป อาจสูงขึ้นได้ถึง 3-4 เท่าตัว ทำนองเดียวกับเงินฟรังค์สวิส เงินเยอรมัน ฮอลแลนด์ สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น) ซึ่งจะยิ่งมีผลดีสูงมาก โดยเราควรต้อง สนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท (และกระตุ้นเศรษฐกิจ) ด้วยการให้ ธปท. ค่อย ๆ ปล่อยเงินดอลลาร์ทุนสำรองที่ ธปท. เอาเข้าไปเก็บสะสมไว้ (ในช่วงประมาณหนึ่งปีที่แล้ว) ออกมาในท้องตลาดมาก ๆ

---- ความจริงนั้นโดยรวมแล้วแรงงานของเราก็ขาดแคลนและไม่เพียงพอที่จะเพิ่มการผลิต สินค้าออก (ดูคำแถลง ของประธานกลุ่มบริษัทไฮเท็ค แอพพาเรล ขอเพิ่มแรงงาน 1,900 คน ในกรุงเทพธุรกิจ 3 ส.ค. 2550 ฯลฯ และ การที่สถิติคนว่างงานของเราในขณะนี้มีน้อยกว่าในปี 2549 ) ซึ่งแสดงว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิด ปัญหาคนว่างงาน

---- อย่างไรก็ดีสำหรับกิจการส่งออกที่อาจสู้ใครไม่ได้จริง ๆ (ซึ่งเรามีอยู่น้อยเต็มที) รัฐบาลก็ต้องช่วยเหลือให้ เปลี่ยนแปลงเครื่องจักรกลในการผลิตให้ทันสมัยหรือล้ำสมัย มีกำไร แข่งขันได้ หรือเปลี่ยนเป็นกิจการที่ตลาด ต้องการ (ทำนองเดียวกับที่รัฐบาลจีนในปัจจุบันก็กำลังปฏิบัติอยู่) ซึ่งก็มีข่าวว่ารัฐบาลได้ตั้งงบประมาณช่วยเหลือ ถึงห้าพันล้านบาท ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายอยู่แล้วดังจะเห็น ได้จากการที่มีผู้ขอความช่วยเหลือเพียงไม่กี่รายเอง

---- หน่วยการผลิตของเราก็จะเหลือแต่ประเภทที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน อิเลคโทรนิค คอมพิวเตอร์ หรือ สินค้าที่มีแบรนด์เนมหรือการผลิตสินค้าและบริการ ใด ๆ ที่จะทำกำไรได้สูงสุด ซึ่งนักลงทุนจะเป็นผู้เลือกเองและมักจะเลือกได้ถูกต้องที่สุด (โดยรัฐบาลอาจช่วยแนะนำ บ้างโดยทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูล) การลงทุนที่ตลาดต้องการมากที่สุดจะเพิ่มขึ้นโดยเร็ว ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ประเทศ ไทยแข็งแรง มีกำไร โตเร็ว แข็งแกร่ง (เพราะหน่วยการผลิตที่อ่อนแอจะไม่มีเหลืออยู่) และร่ำรวยมาก วิธีดังกล่าว ทั้งหมดเป็นวิธีการที่ได้พิสูจน์มาแล้วในสหรัฐและในฮ่องกงว่า การแข่งขันโดยเสรียิ่งมากเท่าใดก็จะยิ่งทำให้ประเทศ และประชาชนร่ำรวยรวดเร็วและมีเสถียรภาพเท่านั้น ซึ้งผู้เขียนก็ได้สอนมหาวิทยาลัยยืนยันความจริงเช่นนี้มา
ตลอด 3 ทศวรรษ

---- MILTON FRIEDMAN นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อก้องโลกกล่าวรับรองเมื่อไม่นานมานี้ว่า เหตุที่ทำให้ ฮ่องกงเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยอย่างสูงสุดก็คือการ ใช้นโยบายแข่งขันเสรีอย่างสูงสุดเท่านั้น

---- ทั้งนี้เราจะต้องดูตัวอย่างจากอินเดียสมัยมหาคานธีมาจนถึงสมัยราชีพคานธี ซึ่งมีแต่คนยากจนและดูเหมือน ว่าขี้เกียจเกือบทั้งประเทศ เพราะรัฐบาลมัวแต่อุ้มกิจการที่สู้ใครเขาไม่ได้ โดยจำกัดการลงทุนจากต่างชาติหรือแม้ กระทั่งจำกัดการลงทุนของนายทุนอินเดียเอง ซึ่งส่งผลให้อินเดียยากจนมาโดยตลอด

---- แต่พออินเดียเปลี่ยนนโยบายเป็นยอมให้มีการแข่งขันเสรีสูงมาก และยอมให้มีการลงทุนได้ อย่างมหาศาล เมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ทำให้อินเดียกลายเป็นประเทศเจริญเร็วเศรษฐกิจโตปีละ 9% ได้โดยไม่ยากเย็น ซึ่งไทยเราย่อม จะทำได้อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้คนไทยเรามีฐานะและรายได้ใกล้เคียงกับไต้หวัน และยุโรปตะวันตกภายใน 10 กว่าปี

---- สรุปแล้วอย่างน้อยรัฐบาลใหม่จะต้องเริ่มด้วยการให้เลิกกันสำรอง 30% เลิกแทรกแซงค่าเงินบาท ซึ่งเว็บไซค์ต่าง ๆ และพรรคการเมืองของเราหลายพรรคก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้เขียนอยู่แล้ว โดยจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนัก ทางได้ ทางเสียให้ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก และต้องกล้าหาญทำในสิ่งที่ถูกต้องในทันที รวมทั้งดำเนินการ อย่างเด็ดขาด รวดเร็วต่อพฤติกรรมที่ ธปท. กำลังเอาประเทศไทยทั้งประเทศไปเป็นหนี้ เพียงเพื่อช่วยกลุ่มผลประโยชน์ เพียงกลุ่มเดียว และรัฐบาลใหม่น่าจะยอมรับเอาความคิดใหม่จากประเทศที่เก่ง ๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่ตอนนี้เขากำลังยอมให้เงินของเขาแข็งค่าสูงขึ้นมากเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งกำลังรุนแรงขึ้นเพราะราคา น้ำมันในตลาดโลกขึ้นสูงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

---- สำหรับปัญหาการต่อต้านการเกร็งกำไรที่ ธปท. มักจะนำมาอ้างเป็นข้ออ้างในการที่จะใช้ มาตราการต่าง ๆ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงจนต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเข้าไปแก้ไข แต่เป็นเรื่อง ธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ และอาจมีประโยชน์ในการบรรเทาความผันผวนของค่าเงินบาท อีกด้วย ซึ่งผู้เก็งกำไรเองก็อาจขาดทุนได้ และถ้า ธปท . ไม่เข้าไปซื้อดอลลาร์ไปเก็บไว้จนขาดทุน ไปมากมาย ก็ไม่น่าจะมีความเสียหายใดๆ ที่เป็นรูปธรรม

---- ส่วน รมว . คลังในรัฐบาลใหม่นี้ ถ้าเอาผู้ที่นิยมนโยบายค่าเงินบาทอ่อน ไทยเราก็จะประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจโตช้าไปอีกยาวนาน ฉะนั้นจะเป็นใครก็ได้ ขอให้ใช้นโยบายค่าเงิน บาทที่ถูกต้องก็จะเป็นสิ่งสำคัญมาก

---- นายรูบิน รมว . คลัง สมัยประธานาธิบดี คลินตัน ซึ่งได้รับการยกย่องทั่วโลกว่าเป็นผู้ทำ ให้สหรัฐเศรษฐกิจดีเยี่ยม ก็เป็นนักกฎหมาย

---- อีกประการหนึ่งขอเพิ่มอีกเล็กน้อยว่าสำหรับการเลิกกันสำรอง 30% ซึ่งมีบางท่านเห็นว่า ควรจะรอจังหวะที่ดีเสียก่อนนั้น ผู้เขียนเห็นว่าควรจะเลิกโดยทันที เงินจะได้ไหลเข้ามากๆ เพื่อให้น้ำมันมีราคาถูก และเศรษฐกิจดีขึ้นโดยรวดเร็ว ดังกล่าวแล้วข้างต้น

---- เราได้ปล่อยให้ " คนเก่ง" ที่เห็นเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก บริหาร การเงินเสียจนเศรษฐกิจเสียหายไปมากแล้ว จึงควรจะหันมาหากลไกตลาด ซึ่งปรากฎว่าได้ทำให้ สหรัฐเจริญและร่ำรวยที่สุดในโลกมาแล้ว

---- ประเทศที่เจริญและร่ำรวยนั้น จะสามารถจัดสรรงบประมาณช่วยกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดได้ เป็นอย่างดีด้วย

 

1 กุมภาพันธ์ 2551