Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

หยุดแทรกแซงค่าเงินบาท หนทางฟื้นเศรษฐกิจ

-----มีพาศน์ โปตระนันทน์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฏีกา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

---- ปรากฏจากเวบไซต์ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า ธปท. ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทอย่าง หนัก เพื่อให้ค่าเงินบาท มีเสถียรภาพ โดยต้องก่อหนี้สอนจำนวนถึง 2,600,000 ล้านบาท แล้วนำเงินนี้ ไปซื้อดอลลาร์ในท้องตลาด เอาไปเก็บไว้ (อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือการส่งออกและผู้ส่งออก โดยจะทำ ให้ค่าเงินบาทอ่อน)

----หนี้สิน 2,600,000 ล้านบาทนี้ ประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นหนี้มากมายมหาศาล จนเหลือเชื่อ เป็นจำนวนใกล้เคียงกับจีดีพีของเวียดนามทั้ง ประเทศ และเป็นหนี้จำนวนมาก กว่าที่เรากู้จากไอเอ็มเอฟ 500,000 กว่าล้าน บาท มาแก้วิกฤติค่าเงินบาทปี 2540 ถึงประมาณ 5 เท่าตัว และจะต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนมหาศาลด้วย เราจึงต้องช่วยกันคิด ชั่งน้ำหนักทางได้เสีย ว่า การกระทำของ ธปท.เช่นนี้จำเป็นหรือไม่ ถูกต้องและคุ้มค่าหรือไม่

----สิ่งที่น่าจะเป็นห่วงต่อไปก็คือ ผลเสียหายที่น่าจะเกิดขึ้นนั้น จะทำให้บางท่านต้องรับผิดชอบเป็น แสนๆ ล้านบาท อย่างเช่น อดีตผู้ว่าการ ธปท.ท่านหนึ่ง ได้ถูกศาลพิพากษาให้รับผิดชอบหรือไม่

----ความจริงนั้นการปล่อยเงินบาทให้แข็งค่าสูงขึ้นตามธรรมชาติได้โดยเสรีอย่างจริงจัง จะส่งผลดี มากมาย เช่น จะทำให้ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า สินค้านำเข้า ฯลฯ ถูกลง อัตราเงินเฟ้อต่ำ เครื่องจักรกล โรงงาน เครื่องทุ่นแรง วัตถุดิบ ชิ้นส่วนจากต่างประเทศถูกลง หนี้สินของไทจะลดน้อยลงได้เป็น เงินมหาศาล สินค้าและบริการอื่นๆ ก็จะถูกลงตาม ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น การลงทุน เพิ่มขึ้นตาม ผู้ผลิตก็จะผลิตสินค้าขายได้มากขึ้น จีดีพีก็จะสูงขึ้นโดยรวดเร็ว สัดส่วนของการผลิต จำหน่ายในประเทศ จะค่อยๆสูงขึ้นจนสมดุลคือมากกว่าครึ่งของจีดีพี ทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งทั้ง ระบบไม่มีปัญหาเรื่องฟองสบู่

----ในขณะที่สิ่งที่ผลิตได้มีคุณภาพและระดับสูงขึ้น ประเทศไทยและประชาชนไทยจะร่ำรวยขึ้นได้ มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลิกใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อน (ต่ำ) อย่างจริงจัง จะทำให้คนยากจนข้น แค้น ได้ประโยชน์โดยตรง เกือบจะในทันที ซึ่งจะเป็นนโยบายเดียวที่จะเป็นการลดช่องว่างระหว่าง คนจน และมหาเศรษฐีลงได้ อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งกว่าวิธีการสังคมนิยมใดๆ เช่น การเก็บภาษี ทรัพย์สินหรือภาษีมรดก

----ผลดีที่กล่าวแล้วทั้งหมดจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติตามกลไกตลาดฉะนั้น ถ้าเราเพียงแต่อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้โดยเสรี โดยปราศจาก RED TAPE หรือกฎหมาย หรือกฎระบียบ ที่ไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ รวมทั้ง ไม่ควรจำกัดการ แข่งขันด้วยวิธีต่างๆ การผลิตเพื่อใช้เองภายในประเทศและการส่งออกจะยิ่งขยายตัวรวดเร็วขึ้น ประเทศไทยและคนไทยจะมีแต่การก้าวไปข้างหน้า เศรษฐกิจดีขึ้นโดยรวดเร็ว

----อย่างไรก็ดี สำหรับการส่งออกที่อาจสู้ใครไม่ได้จริงๆ (ซึ่งเรามีอยู่น้อยเต็มที) รัฐบาลก็ต้อง ช่วยเหลือ ให้เปลี่ยนแปลงเครื่องจักรกลในการผลิตให้ทันสมัยหรือล้ำสมัย มีกำไร แข่งขันได้ หรือ เปลี่ยนเป็นกิจการที่ตลาดต้องการ ซึ่งก็มีข่าวว่ารัฐบาลได้ตั้งงบประมาณช่วยเหลือถึงห้าพันล้านบาท ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากการที่มีผู้ขอความช่วยเหลือเพียงไม่กี่รายเอง

----หน่วยการผลิตของเราก็จะเหลือแต่ประเภทที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรม เทคโนโลยีสูง อุตสาหกรรมรถยนต์และช้นส่วนอิเล็กทรอนิกซ์ คอมพิวเตอร์ หรือสินค้าที่มีแบรนด์ เนมหรือการผลิตสินค้าและบริการใดๆ ที่จะทำให้กำไรได้สูงสุด ซึ่งนักลงทุนจะเป็นผู้เลือกเอง และ มักจะเลือกได้ถูกต้องได้มากที่สุด (โดยรัฐบาลอาจจะช่วยแนะนำบ้างโดยทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูล)การลงทุนที่ตลาดต้องการมากที่สุดจะเพิ่มขึ้นโดยรวดเร็ว ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยแข็งแรง มีกำไร โตเร็วแข็งแกร่ง (เพราะหน่วยการผลิตที่ออ่นแอไม่มีเหลืออยู่) และร่ำรวยมาก

----สรุปแล้วอย่างน้อยรัฐบาลใหม่จะต้องเริ่มด้วยการให้เลิกกันสำรอง 30% เลิกแทรกแซงค่าเงินบาท ซึ่งแวบไซค์ต่าง ๆ และพรรคการเมืองของเราหลายพรรค ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้เขียนอยู่แล้ว โดยจะต้องใช้ดุลยพินิจชั่งน้ำหนัก ทางได้ทางเสียให้ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก และต้องกล้าหาญทำในสิ่งที่ถูกต้องในทันที รวมทั้งดำเนินการอย่างเด็ดขาด รวดเร็วต่อพฤติกรรมที่ ธปท.กำลังเอาประเทศไทยทั้งประเทศไปเป็นหนี้ เพียงเพื่อช่วยกลุ่มผลประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว

----สำหรับปัญหาการต่อต้านการเก็งกำไรที่ ธปท.มักจะนำมาอ้างเป็นข้ออ้างในการที่จะใช้มาตรการ ต่างๆ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง จนต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเข้าไปแก้ไข แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่ เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ และอาจมีประโยชน์ในการบรรเทาความผันผวนของค่าเงินบาทอีกด้วย ซึ่ง ผู้ดเก็งกำไรเองก็อาจขาดทุนได้ แล้วถ้า ธปท.ไม่เข้าไปซื้อดอลลาร์ไปเก็บไว้จนขาดทุนไปมากมาย ก็ ไม่น่าจะมีความเสียหายใด ๆ ที่เป็นรูปธรรม

----ส่วน รมว.คลังในรัฐบาลใหม่นี้ ถ้าเอาผู้ที่นิยมนโยบายค่าเงินบาทอ่อน ไทยเราก็จะประสบปัญหา เรื่องเศรษฐกิจ โตช้าไปอีกยาวนาน ฉะนั้นจะเป็นใครก็ได้ ขอให้ใช้นโยบายค่าเงินบาทที่ถูกต้องก็จะ เป็นสิ่งสำคัญมาก

----อีกประการหนึ่ง ขอเพิ่มอีกเล็กน้อยว่าสำหรับการเลิกกันสำรอง 30% ซึ่งมีบางท่านเห็นว่าควรจะรอ จังหวะที่ดีเสียก่อนนั้น ผู้เขียนเห็นว่าควรจะเลิกโดยทันที เงินจะได้ไหลเข้ามาก ๆ เพื่อให้น้ำมันมีราคาถูกและเศรษฐกิจดีขึ้น โดยรวดเร็วดังกล่าวแล้วข้างต้น

----วันที่ 11 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2550

----เรียนท่านบรรณาธิการ

----โดย มีพาศน์ โปตระนนทน์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อาจารย์ผู้บรรยาย วิชาการป้องกันการผูกขาด และการกีดกันทางการค้ารวมทั้งปัญหาร่าง พ.ร.บ. ค้าปลีกค้าส่ง ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคำแหง www.MEEPAHD.COM

----ตามที่ น.ส.พ. (กรุงเทพธุรกิจวันที่ 20 พ.ย. 50 หน้า 7 ) ลงข่าวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 50 ตัวแทนศูนย์ประสานงานค้าปลีก และผู้ประกอบอาชีพอิสระของคนไทย (ศ.ท.ป.) ได้เดินทาง ไปยื่นหนังสือถึงนายเกริกไกร รมว. พาณิชย์เรียกร้องให้ผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ. ค้าปลีกค้าส่งมี ผลบังคับใช้โดยเร็ว โดยศูนย์ฯ ต้องการให้นายดามพ์ ผู้บริหารห้างเทสโก้โลตัส และนายอัม
มาร์สยามวาลา ถอนตัวออกจากกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. ค้าปลีกค้าส่ง โดยนายพันธ์เทพ ตัวแทน ศ.ท.ป. กล่าวว่า หากกฎหมายออกไม่ทันรัฐบาลนี้ ดูแล้วรัฐบาลใหม่ไม่เอาแน่ เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดมีนโยบายช่วยโชว์ห่วยเลย

----ผู้เขียนเห็นว่าจากคำกล่าวของนายพันธ์เทพเห็นได้ว่าในเมื่อพรรคการเมืองไม่เอา กฎหมายนี้ก็แสดงว่าประชาชนส่วนใหญ่ ไม่เอากฎหมายนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะประชาชนจะ ไม่ได้อะไรจากกฎหมายนี้เลย ผู้ที่จะได้ประโยชน์ ก็จะมีเฉพาะห้างค้าปลีกขนาดกลางและซับ พลายเออร์เท่านั้น แม้กระทั่งร้านค้าปลีกขนาดเล็กซึ่งส่วนใหญ่อยู่ข้างถนน เช่น หาบเร่ แผง ลอย รถเข็น ข้าวไข่เจียว หมูปิ้ง หอยทอด ผัดไทย ผลไม้ ก็จะไม่ได้อะไรจากกฎหมายนี้ เพราะร้านข้างถนนเหล่านี้ ขายของถูกกว่าอร่อยกว่า สะดวกกว่า รวดเร็วกว่าห้างใหญ่ของ ต่างชาติอยู่แล้ว การที่ ดร.อัมมาร์ และนายดามพ์ได้เป็นกรรมาธิการเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดี สำหรับประชาชน และที่จริงแล้วน่าจะตั้งกรรมาธิการ ประเภทที่ห่วงใยและรักษาผลประโยชน์ ของประชาชนและผู้บริโภคเพิ่มเข้าไปให้สมดุลด้วยซ้ำเพราะยังไม่เคยเห็นว่า สนช. จะห่วงใย หรือดูแลประชาชนให้พ้นจากการออกกฎหมายเอาเปรียบ เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

----ความจริงนั้นข้ออ้างสำคัญที่สุดที่ รมว. พาณิชย์อ้างว่าจำเป็นมากที่ต้องออกกฎหมาย นี้เพราะถ้าไม่รีบออกมา ประชาชนจะเสียหาย บริษัทค้าปลีกต่างชาติใหญ่ เช่น บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ ฯลฯจะตั้งหรือขยายสาขาได้ โดยไม่จำกัดจำนวนหรือสถานที่ ฯลฯ เป็นการ ทำลายร้านค้าปลีกของไทย ส่งผลให้มีอำนาจผูกขาด และรวมหัวกันขึ้นราคาสินค้าได้ตาม ชอบใจนั้น

----ข้ออ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริงใดๆ ทั้งสิน้นเพราะห้างค้าปลีกต่างชาติไม่มีทางที่จะมี อำนาจผูกขาดหรือรวมหัวกัน ขึ้นราคาได้ตามชอบใจ ทำนองเดียวกับบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ AIS DTAC TURE ก็ย่อมอยากจะรวมกันขึ้นค่าโทรศัพท์ แต่ไม่สามารถทำได้ ดังจะเห็นได้ จากการตัดราคากันเองอย่างแหลกลาญ บริษัทผู้ผลิตเบียร์ก็เช่นเดียวกัน ฯลฯ

----ยิ่งกว่านั้นกระทรวงพาณิชย์ก็มีอำนาจควบคุมราคาได้อยู่แล้ว

----ความจริงนั้นการออก พ . ร. บ. ค้าปลีกค้าส่งมาใช้บังคับกลับจะทำให้ห้างที่จะเกิดขึ้น ใหม่เกิดน้อยลง การแข่งขันน้อยลง การผลิต ( จีดีพี) ก็ต้องน้อยลงด้วย ประเทศและประชาชน มีโอกาสน้อยที่จะเศรษฐกิจดีขึ้นหรือร่ำรวย หรือรายได้ประชาชาติมากขึ้น

----กลุ่มร้านสรรพสินค้าขนาดกลาง ขู่เข็ญเดินขบวนบบีบรัฐบาลให้ช่วยโดยให้ออก กฎหมายมาทำให้ประชาชนเสียหาย ต้องซื้อของแพงขึ้น ขาดความสุขและความสะดวก ขาด ประโยชน์และสถานที่ท่องเที่ยวจากห้างใหญ่ที่จะเกิดใหม่ ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้องเพราะรัฐบาล ต้องดูแลประชาชน แค่ปล่อยเฉยๆ ไม่ยุ่งก็ดีแก่ประชาชนอยู่แล้ว จะมาใช้กฎหมายบังคับให้
ประชาชนเสียสละเพื่ออะไร หวังเอาใจห้างค้าปลีกขนาดกลางเท่านั้นเองหรือ รัฐบาลน่าจะ สามารถทำอะไรที่ดีต่อประเทศ และประชาชนมากกว่า ( โดยไม่ต้องมาทำอะไรที่ประชาชน เสียหาย ) เช่น ทำให้ร่ำรวย เศรษฐกิจโตเร็ว ( การออก พ. ร. บ. นี้มาจะทำให้เศรษฐกิจโตช้าลง) อยู่เฉยๆ ยังดีกว่า

----และลูกหลานร้านค้าย่อยก็มีมากที่เบื่อการค้าปลีก แต่ก็เปลี่ยนไปเป็นคนเก่งอยู่ในทุก สายอาชีพในประเทศของเรา เช่น เป็นรัฐมนตรี นายทหารใหญ่ แพทย์ วิศวกร เจ้าของบริษัทการบิน ฯลฯ หรือเจ้าของบริษัทใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ มูลค่าเป็นหมื่นๆ ล้าน จำนวน มากมายซึ่งมักมีนามสกุลยาวๆ

----การปล่อยธุรกิจต่างๆ ให้ดำเนินไปได้โดยเสรี โดยรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงหรือจัด ระเบียบให้ จึงเป็นสิ่งดีที่สุด ที่ได้ทำให้ประเทศเรา เป็นหนึ่งในแหลมทอง ซึ่งรัฐบาลไม่ควรจะ ไปออกกฏหมายอะไรให้สะดุด หรือเป็นการถ่วงความเจริญ

----ถ้ารัฐบาลเพียงแต่ปล่อยเฉยๆ อย่างที่แล้วมา โดยไม่ออกกฎหมายหรือ พ. ร. บ. อะไรเลย ประเทศไทยจะร่ำรวยขึ้นอีกมาก จะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีไปช่วยคนจน ชาวไร่ชาวนา และผู้ใช้แรงงานได้อย่างจริงจัง

----อีกประการหนึ่ง พ . ร. บ. นี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐในการที่จะอนุญาตให้ตั้งห้างค้า ปลีก และดูแลควบคุมโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาเงินใต้โต๊ะและคอรัปชั่นได้มาก

----ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลควรจะถอนร่าง พ. ร.บ. ค้าปลีกค้า ส่งไปเสีย หรืออย่างน้อยก็ขอเลื่อน พ. ร.บ. ค้าปลีกค้าส่งไปให้รัฐสภาใหม่ที่มาจากประชาชน เป็นผู้พิจารณาเพราะกฎหมายนี้จะทำให้เศรษฐกิจและประชาชนเสียหายได้มาก การให้ สนช . ซึ่งมิได้มาจากประชาชนเป็นผู้ออกกฎหมายนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ และไม่สง่างาม

----การบริหารประเทศนั้นจะต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ มิใช่ มัวแต่เป็นห่วงหลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดไม่กี่คน และเมื่อเศรษฐกิจส่วนใหญ่ดีแล้ว กลุ่มผลประโยชน์ที่อาจจะเสียหายบ้างดังกล่าว ก็จะพลอยร่ำรวยไปด้วยดังกล่าว

----อีกประการหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์พยายามจะใช้ พ . ร. บ. ค้าปลีกส่งช่วยเหลือซับพลายเออร์ ให้พ้นจากการปฎิบัติ ของห้างค้าปลีกต่างชาติที่ใช้วิธีการให้ซับพลายเออร์ต้องเสีย ค่าทำเนียมต่างๆ ฯลฯ โดย " ไม่เป็นธรรม" นั้นก็เป็นเรื่องแปลกจนเหลือเชื่อ เพราะห้างค้า ปลีกต่างชาติมิได้มีอำนาจผูกขาดที่บังคับซับพลายเออร์ได้ การพยายามลดหย่อนใดๆ หรือเรียกค่าทำเนียมใดๆ จากซับพลายเออร์จึงเป็นเพียงการใช้กลไกตลาดลดต้นทุนของห้าง
ค้าปลีก ซึ่งจะทำให้ห้างค้าปลีกสามารถขายสินค้าแก่ประชาชนได้ราคาถูกลง ซึ่งเป็นสิ่งดี ที่สุดและเป็นธรรมที่สุดต่อประชาชน และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเท่านั้น

----ปัญหาที่แท้จริงมีเพียงว่ารัฐบาลควรจะเป็นรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนหรือเป็นรัฐบาล เพื่อกลุ่มผลประโยชน์ ( ห้างค้าปลีกขนาดกลางของคนไทย )