---- มีพาศน์ โปตระนันทน์** www.meepahd.com
----ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ก็คือราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลดต่ำลง เพราะ GDP โตช้าลง น้ำมันแพง ความไม่สงบใน 3 - 4 จังหวัดภาคใต้ ปัญหาไข้หวัดนก และเพราะอัตราดอกเบี้ยเริ่มจะสูงขึ้น ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าสภาพราคาหุ้นตกต่ำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ ไม่ค่อยดีนัก ถึงแม้ว่าปัจจัยพื้นฐานอื่นของประเทศเรายังดีอยู่ก็ตาม
----ทางแก้ที่เราสามารถทำได้โดยไม่ยากนักและน่าจะมีผลดี จริงจังและถาวร ก็คือ
----ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมักจะมีสิทธิเข้ามาซื้อหุ้นบริษัทต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ เราได้เพียงไม่เกิน 25 - 45% ของหุ้นในแต่ละบริษัท เราจึงควรจะปรับปรุงกฎเกณฑ์และ กฎหมายให้เขาเข้ามาซื้อได้ถึง 75% ทำนองเดียวกับที่เกาหลีใต้ปฏิบัติอยู่ ซึ่งส่งผลให้ต่างชาติ เป็นเจ้าของหุ้นถึง 45% ของตลาดเกาหลีใต้ ( ดู Newsweek, Sept. 20, 2004, p. 45 ) ซึ่งแสดงว่าบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ เช่น Sumsung, LG, Hyundai ฯลฯ ที่เราเข้าใจว่าเป็นของคนเกาหลี นั้นความจริงต่างชาติมีส่วนเข้ามาเป็นเจ้าของในสัดส่วนที่สูง
----แม้แต่รัฐมนตรีคลังของอินเดียก็เคยเสนอเมื่อไม่นานมานี้ ให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นใน กิจการโทรคมนาคม และประกันภัย ของอินเดียได้ถึง 75% เช่นกัน โดยกล่าวว่าจะให้ GDP
ของอินเดียสูงขึ้นอีกมาก ซึ่งถึงแม้ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะคัดค้าน แต่ก็ดูเหมือนข้อเสนอนี้รัฐบาล อินเดียได้นำไปปฏิบัติแล้ว ซึ่งเราก็คงจะต้องตามหลังเขาในที่สุด
----ในปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของเราค่อนข้างน้อย ในขณะที่ มูลค่ารวมของตลาด มีเพียงเกือย 5 ล้านล้านบาท
----ถ้าเราเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นได้มากขึ้นทำนองเดียวกับเกาหลีก็น่าจะเป็น ไปได้ว่าจะทำให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม ในตลาดของเรา ใกล้เคียงกับเกาหลีหรือราว 2 ล้านล้าน บาทขึ้นไปในเบื้องต้น
----ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นหรือดัชนีของเราน่าจะขึ้นไปได้ 20 - 30% ในเวลาไม่นานนัก ถึงตอนนั้นเงินตราต่างประเทศที่จะไหลเข้ามา เพราะต่างชาตินำเข้ามาซื้อหุ้นน่าจะถึง 3 ล้านล้านบาท มูลค่าโดยรวมของตลาดน่าจะสูงขึ้นถึงกว่า 7 ล้านล้านบาท ดุลชำระเงินของเรา
จะได้เปรียบ
----ราคาหุ้นที่สูงขึ้นมากดังกล่าวจะทำให้คนรวยขึ้น กำลังซื้อมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์สามารถออกหุ้นเพิ่มทุน จำนวนมากได้โดยสะดวก จะส่งผลให้มีการขยายการผลิตเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ราคาสินค้าต่ำลง การส่งออกเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตอื่น ๆ นอกตลาดหลักทรพย์ ก็จะพลอยได้รับผลดีทำนองเดียวกัน
----GDP จะเพิ่มขึ้น
----เงินตราต่างประเทศที่จะไหลเข้ามา มากดังกล่าวน่าจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหมดกังวลเรื่องเงินไหลออก และจะทำให้เงินบาทแข็งขึ้นได้มาก
----สภาพคล่องจะสูง อัตราดอกเบี้ยโดยรวมจะต่ำ น้ำมันเชื้อเพลิง วัตถุดิบและชิ้นส่วน และสินค้าเข้าน่าจะถูกลง 20 - 30 %
----สินค้าจะไม่ขึ้นราคา อัตราเงินเฟ้อต่ำ ธนาคารชาติไม่ต้องพยายามจะขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง หรือปัญหาการขาดดุลการค้า กำลังซื้อและความเชื่อมัน ในเศรษฐกิจไทยจะสูงขึ้น
----GDP จะโตได้ถึง 6 - 7 % ต่อปี และถ้าเราปล่อยให้มีการลงทุน และการแข่งขันโดยเสรีอย่างสูงในทุกรูปแบบด้วย เศรษฐกิจของเราน่าจะโตได้ถึงปีละ 10 %
----เขตเศรษฐกิจเสินเจิ้นของจีนโตถึงปีละ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ตลอด 20 กว่าปีที่แล้ว
----การที่ GDP โตเร็วจะทำให้ GDP เฉลี่ยเป็นรายหัวของเราสูงขึ้นอีกมาก (พึงสังเกตว่าสมัยที่ญี่ปุ่นเจริญขึ้นโดยรวดเร็ว ค่าเงินเยน ของญี่ปุ่นสูงขึ้น 4 เท่าตัว จาก 400 กว่าเยนต่อดอลลาร์ เพิ่มเป็น 100 เยนต่อดอลลาร์ ) ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิน วัตถุดิบ ชิ้นส่วน ฯลฯ ถูกลงตามส่วน ญี่ปุ่นจึงไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ และปรากฏว่าสินค้าออกก็ส่งออกได้ดี มากและเกิดดุลการค้าตลอดมา
----สำหรับตัวเลขต่าง ๆ ที่อ้างไปแล้วอาจคลาดเลื่อนได้มาก เป็นการยากที่จะได้ตัวเลขที่ ถูกต้องแน่นอนและจะต้องใช้เครื่องมือ และบุคลากรหลาย ๆ คนมาร่วมกันประมาณการ
----แต่ก็น่าจะเป็นตัวเลขง่าย ๆ ที่พอจะแสดงให้เห็นได้ว่าปัญหาเรื่องนี้มีความสำคัญต่อ เศรษฐกิจและคนไทยทุกคนเพียงไร
----เป็นที่ปรากฏอยู่ทั่วโลกว่าประเทศที่ GDP เฉลี่ยเป็นรายหัวสูงจะส่งผลให้ฐานะ และรายได้ของประชาชนทุกระดับ รวมทั้งของชาวไร่ชาวนาและผู้ใช้แรงงานที่ยากจน ทั้งประเทศดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม คนยากจนจะเหลือน้อยมาก (ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ ฯลฯ )
----รัฐบาลจะเก็บภาษีได้มาก บ้านเมืองเจริญ ปลอดภัย สะอาด และสวยงาม ดึงดูด นักท่องเที่ยวให้มาร่วมชื่นชม ประเทศไทยมากขึ้น (เพราะนักท่องเที่ยวส่วนมากไม่ค่อยนิยมไป เที่ยวประเทศที่ค่อนข้างยากจน ) โอกาสที่คนชาติอื่นจะดูถูกคนไทยเราหรือประเทศไทย ก็จะไม่มี
----ความเจริญร่ำรวยดังกล่าวย่อมจะค่อย ๆ แผ่ไปถึง 3 - 4 จังหวัดภาคใต้ที่มีปัญหาก่อการร้าย ซึ่งเมื่อคนไทยทุกศาสนามีฐานะและรายได้ดีแล้ว การก่อการร้ายก็จะหมดไปโดยรวดเร็ว ทำนองเดียวกับที่อินเดียเกือบจะไม่มี ปัญหาความรุนแรงระหว่างประชาชนต่างศาสนา ตั้งแต่เศรษฐกิจอินเดียเริ่ม
ดีขึ้นในระยะไม่นานนี้
----ผู้พิพากษาที่ประจำศาลต่าง ๆ ในจังหวัดดังกล่าวก็จะพ้นจากอันตราย ที่อาจเกิดขึ้นได้
----อนึ่งการที่ต่างชาติจะเข้ามาเป็นเจ้าของหุ้นจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศใดก็ตาม ในปัจจุบันก็ไม่เคยปรากฏว่า ต่างชาตินั้นจะเข้ามามีอิทธิพลหรือมีพิษมีภัยทำให้ ประเทศนั้นเสียหาย
----ส่วนประเทศที่มีการลงทุนจากต่างชาติต่ำนั้นยากที่จะแก้ปัญหาความยากจนได้ แม้จะใช้เวลาร่วมร้อยปีก็ตาม ตัวอย่างเช่น จีนแดงสมัย เมา เซ ตุง สหภาพโซเวียตก่อนล่มสลาย อินเดียตั้งแต่สมัยมหาตม คานธี มาจนถึงสมัย ราชีพ คานธี และประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนมาก
----ปัญหาความยากจนในประเทศและการก่อการร้ายในภาคให้เป็นสิ่งที่เสียหายจริงจัง และมากมาย จนเทียบไม่ได้กับผลเสียอันห่างไกลที่บางท่านอาจกลัวว่าจะมีขึ้นเพราะการปล่อย ให้ต่างชาติเข้ามามีหุ้นมากขึ้น ในตลาดหลักทรัพย์ของเรา
----ข้อที่น่าคิดก็คือ รัฐบาลใดที่ทำให้ประเทศไทยและคนไทยร่ำรวย มีความสุขและ แก้ปัญหาภาคใต้ได้โดยเร็วย่อมจะได้ความนิยม และยอมรับและจะได้เสียงสนับสนุนจากประชาชน ส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sildent Majority อย่างแน่นอนยิ่งกว่ารัฐบาลที่คอยคุ้มครองกลุ่ม ผลประโยชน์ต่าง ๆ
----อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อสงสัยว่าถ้าต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สูงมากแล้ว ถ้าต่อไปต่างชาติเกิดถอนการลงทุน โดยขายหุ้นในตลาดของเรามาก ๆ ไทยเราจะลำบากหรือไม่
----ก็ตอบได้ว่าปัญหานี้ไม่น่าวิตก ที่เกาหลีใต้ก็ไม่เกิดปัญหานี้ และการที่รัฐบาลและรัฐสภาของเขาแก้กติกาให้เปิดตลาดเป็น 75% เขาก็ย่อมจะพิเคราะห์โดยรอบคอบแล้วถึง ปัญหาดังกล่าว
----และตลาดหลักทรัพย์ อย่างเช่น หั่งเส็งหรือดาวโจนส์ ก็ใช้กติกาเปิดเสรีสูงมากเช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา เจริญและร่ำรวยที่สุดในโลก (เกาหลีให้เอง ปัจจุบันก็กลายเป็นประเทศที่มีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงมาก อยู่ในระดับชั้นนำของโลก ทำนองเดียวกับญี่ปุ่นและจีน )
----และตามความเป็นจริงแล้วถ้าประเทศเราเปิดเสรีมากขึ้นเท่าใดก็ตาม ก็จะยิ่งทำให้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจของเรา โตขึ้นโดยเร็ว ซึ่งนักลงทุนจะยิ่งนำเงินเข้ามาซื้อหุ้น มากขึ้น ทำให้เขาได้ประโยชน์มากขึ้นทุกที
----ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะถอนการลงทุนไปที่ตลาดอื่นใด
----และเมื่อเขามีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของเราสูงมาก การจะขายหุ้นเอาเงินออกไป มาก ก็จะทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของเราตกต่ำ ซึ่งเขาจะเสียหายมากมาย จึงเป็นไปไม่ได้ที่ เขาจะทำเช่นนั้น
----พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติดังกล่าวก็มีตัวอย่างอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก
----ส่วนประเทศที่จำกัดการลงทุนของต่างชาติยิ่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งยากจน ดังที่ปรากฏใน ประเทศยากจนทั้งหลาย รวมทั้งอินเดียและจีน ในสมัยก่อนเปิดประเทศ
----อาจมีข้อสงสัยด้วยว่าอาร์เจนตินา เศรษฐกิจตกต่ำและยากจนเพราะการลงทุนจาก ต่างชาติ ก็ไม่มีความจริงสนับสนุน เพราะความจริงอาร์เจนตินามีการลงทุนจากต่างชาติเป็น เปอร์เซ็นต์ของ GDP ไม่มาก และการที่เศรษฐกิจย่ำแย่ก็เพราะเหตุอื่น เช่น การใช้นโยบาย เศรษฐกิจที่ผิดพลาดร้ายแรง หรืออาจกล่าวได้ว่า ถ้าอาร์เจนตินามีการลงทุนจากต่างชาติมาก อย่างเช่นประเทศจีน ซึ่งมีการลงทุนจากต่างชาติปีละกว่าสองล้านล้านบาทหรือสูงที่สุดในโลก อาร์เจนตินาก็จะมีเศรษฐกิจดีกว่าปัจจุบันมาก
----อาจมีความเห็นแย้งว่าถึงเราจะเปิดตลาดหลักทรัพย์ให้นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ต่างชาติก็อาจไม่เข้ามาซื้อมาก็ได้ ก็ตอบได้ว่าหุ้นไทยเรายังมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับกำไร ของแต่ละบริษัท ถ้าเราเปิดตลาดมากขึ้น นักลงทุนต่างชาติจะต้องเข้ามาซื้อมากขึ้นอย่างแน่นอน ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่เข้ามา
---- การที่เรามีกฎเกณฑ์ไม่ให้เขาเข้ามาซื้อเกิน 25% หรือ 49% ดังกล่าวข้างต้นก็แสดง อยู่ในตัวว่าถ้าไม่มีข้อห้าม เขาต้องเข้ามาซื้อเป็นเปอร์เซ็นต์สูงอย่างแน่นอน
----แต่ถ้าเขาเข้ามาซื้อเพิ่มไม่มากเท่ากับที่กล่าวแล้วข้างต้นหรือจนเราพอใจ เราก็ควรจะ ปรับปรุงเศรษฐกิจของเราและกติกาต่าง ๆ ให้เขาเข้ามาได้โดยสะดวกขึ้นอีกก็ได้
----และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรการเปิดตลาดมากขึ้นก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย
----การไม่ยอมปรับปรุงอะไรเลยนั้นก็เท่ากับมีผลเป็นศูนย์หรือมีผลลบอยู่แล้ว
----ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพิจราณาปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวแล้วโดยรีบด่วน ก่อนที่จะสายเกินไป
_______________________________________________________________
* ข้อเสนอตามบทความนี้ผู้เขียนเคยเสนอในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2547 หน้า 15.
** อาจารย์ผู้บรรยาระดับปริญญาโทรมหาวิทยาลัยรามคำแหง, อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา.

|