---- มีพาศน์ โปตระนันทน์* www.meepahd.com
----เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่านักเศรษฐศาสตร์บางท่านได้ออกมาให้ความเห็นว่าประเทศไทย เราควรกลับไปใช้ระบบแลกเปลี่ยนเงิน แบบตายตัวหรืออย่างน้อยก็ใช้ระบบตะกร้าเงิน อย่างเดียวกับที่เคยใช้ก่อนวิกฤติการณ์ค่าเงินบาทเมื่อ พ.ศ. 2540
----ยิ่งกว่านั้นในตอนหลังนี้ได้มีผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับการลอยตัวค่าเงินบาท ทำนองว่า ทำให้มีผู้ฉวยโอกาสเก็งกำไรค่าเงินบาท และได้กำไรไปหลายหมื่นล้านบาทโดยไม่ชอบ
----โดยผู้เขียนเคยเสนอให้ลอยตัวค่าเงินบาทในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฯลฯ เมื่อปี พ.ศ. 2518 และได้เสนอให้ลอยตัวค่าเงินบาท อีกตั้งแต่กันยายน 2539 ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐและวัฎจักร ฯลฯ (โปรดดูหนังสือรวมบทความของผู้เขียนเรื่อง "วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย และทางแก้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทความเรื่อง "นโยบายดอกเบี้ยสูงเพื่อปกป้องค่าเงินบาท จะทำให้เศรษฐกิจเลวลง ซึ่งผลที่สุดค่าเงินบาทจะยิ่งตกต่ำลงไปอีก" ที่ลงพิมพ์ในวารสาร สมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ฉบับมกราคม-มีนาคม 2540 และ www.meepahd.com) จึงขอให้ความเห็นในปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง
----สมัยก่อนลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ประเทศเราใช้อัตรา แลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงิน โดยขณะนั้นอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ประมาณ 26 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงต้องรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับดังกล่าว โดย ก่อนหน้าการลอยตัวไม่กี่เดือน เงินตราต่างประเทศหรือเงินดอลล่าร์ ที่ไหลเข้าประเทศไทย มีน้อยลงเมื่อเทียบกับเงินที่ไหลออกมาก ธปท. จึงนำทุนสำรองของเราซึ่งขณะนั้นมีประมาณ 39 พันล้านดอลล่าร์หรือประมาณหนึ่งล้านล้านบาท ออกมาขายในท้องตลาด (โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นเงินดอลลาร์ ในท้องตลาดจะขาดแคลนและเมื่อขาดแคลนก็จะ แข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาด เช่น ก็คงจะสูงขึ้นเป็นดอลล่าร์ละ 30 บาท 33 บาท 35 บาท 38 บาท อะไรทำนองนี้) เพื่อให้ดอลล่าร์หรือค่าเงินบาท ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ 26 บาท ต่อดอลล่าร์ต่อไป โดย ธปท. ได้ขายดอลล่าร์ออกมาทุกวันก็ว่าได้ ซึ่งส่งผลเป็นการเปิดโอกาส ให้นักเก็งกำไรซึ่งรู้ว่าต่อไปดอลล่าร์จะขึ้นราคา ฉวยโอกาสซื้อดอลล่ารเข้าไปเก็บไว้เป็น จำนวนมาก ทำให้ภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ธปท. หมดเงินทุนสำรองไปร่วมหนึ่งล้านล้านบาท ผลที่สุดก็ไม่มีทุนสำรองเหลือพอที่จะเอาออกมาขายเพื่ออุ้มค่าเงินบาท จึงจำเป็นที่รัฐบาล จะต้องเปลี่ยนไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนระบบลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
----หลังจากนั้นอัตราแลกเปลี่ยนได้พุ่งขึ้นไปจนกระทั้งเป็นกว่า 50 บาทต่อดอลล่าร์ และได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย และลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศด้วยในที่สุด
----ซึ่งถ้าในปี 2539 เราได้ใช้ระบบเงินลอยตัว วิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะในช่วง 3-4 เดือนก่อน 2 กรกฎาคม 2540 ที่ดอลล่าร์เริ่มจะแข็งค่าขึ้นสูงเกินกว่า 26 บาท ธปท. ก็จะไม่มีความจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง โดยนำดอลล่าร์ออกมาขายในท้องตลาด แต่อย่างใด การสูญเสียทุนสำรองของเราก็จะไม่เกิดขึ้น วิกฤติเศรษฐกิจก็จะไม่มี และในระบบ ลอยตัวนี้ถ้าเราไม่ตกใจมากจนเกินไป อัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่น่าจะขึ้นไปได้ถึง 50 บาท ต่อดอลล่าร์อย่างที่ได้เกิดขึ้น แต่คงจะขึ้นไปเพียงไม่เกิน 40 บาท ซึ่งสูงพอที่จะทำให้สินค้าออก ของเรามีราคาต่ำลงในขณะที่สินค้าเข้ามีราคาสูงขึ้น ตามธรรมชาติโดยอัตโนมัติ และจะส่งผล ทำให้ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นได้เองโดยไม่ต้องใช้มาตราการ อุ้มค่าเงินบาทให้ยุ่งยากเสียหาย และเศรษฐกิจก็จะปรับตัวเองให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีต้มยำกุ้ง disease อย่างที่ ได้เกิดขึ้น
----ซึ่งในตอนหลังนี้ก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้งถึงความเห็น ของผู้เขียนดังกล่าวแล้ว กล่าวคือเมื่อเราอยู่ในระดับลอยตัวแล้ว และ ธปท.และรัฐบาลเลิกใช้ นโยบายเงินตึงดอกเบี้ยสูงเข้ามาแก้ไขวิกฤติค่าเงินบาท และได้มีการเพิ่มสภาพคล่องในระบบให้พอดี (ตามที่ผู้เขียนผลักดันในวารสาร สมาคมเศรษฐศาสตร์และสื่อต่างๆ) อุตสหกรรมส่งออกและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรา ก็มีสภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีเงินดอลล่าร์ไหลเข้าประเทศไทย
มากขึ้น ค่าเงินบาทก็ค่อยๆ แข็งค่าขึ้นจากกว่า 50 บาทต่อดอลล่าร์ เป็นประมาณ 36 บาท ต่อดอลล่าร์ เมื่อประมาณ 4-5 ปีมานี้ อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีนักเศรษฐศาสตร์ไทยบางท่าน ได้ออกมาพูดถึงเศรษฐกิจของเราในแง่ร้าย ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเกิดความวิตก ทำให้ เงินดอลล่าร์ที่ไหลเข้าประเทศไทยลดน้อยลง ทำให้ค่าดอลล่าร์กลับขึ้นไปเป็นประมาณ 44-45 บาทต่อดอลล่าร์ในปี 2545 แต่เนื่องจากเราอยู่ในระบบเงินลอยตัว ธปท.จึงไม่ต้องนำเงิน ดอลล่าร์ทุนสำรองออกมาขายในท้องตลาดให้มีผู้ฉวยโอกาสเก็งกำไรได้ ทุนสำรองของเราจึงยัง มีมากเป็นปกติดี การที่เงินบาทมีค่าอ่อนตัวลงดังกล่าวจึงไม่ปรากฎความเสียหายอะไร จริงจัง ในขณะเดียวกันก็เป็นการปรับตัวตามธรรมชาติทำให้สินค้าออกมีราคาถูกลงสินค้าเข้ามีราคา แพงขึ้น นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในเมืองเรามากขึ้นทำให้มีเงินดอลล่าร์เข้าประเทศไทยมากขึ้น จนค่าดอลล่าร์เหลือประมาณ 36 บาทโดยไม่เกิดความเสียหายใดๆ และแสดงให้เห็นถึงผลดี ของการลอยตัวค่าเงินบาท นั่นคือในระบบลอยตัว จะไม่มีใครเก็งกำไรค่าเงินบาทได้และค่าเงิน บาทสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และการค้าขาเข้าขาออกของประเทศได้ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลดีกว่าการกำหนดิตราแลกเปลี่ยน โดยนักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจ ที่อาจจะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอย่างในอดีต ยิ่งกว่านั้นระบบ เงินลอยตัวยังเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทย เจริญรุ่งเรืองโตเร็ว (ถ้าเป็นระบบตะกร้าเงิน ความผันผวนของค่าเงินที่ได้เกิดขึ้นใน 2-3 ปีมานี้ ก็คงจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลงอย่างแน่นอน)
----ผู้ที่นิยมหรือเสนอให้ประเทศไทยกลับไปใช้ระบบตะกร้าเงิน ดูเหมือนว่าจะต้องการให้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในอัตรา 41-42 บาทต่อดอลล่าร์ (เพื่อสงเสริมการส่งออก) ซึ่งอาจจะมีส่วนดีอยู่บ้าง แต่ส่วนเสียมีมากกว่ามากมาย
----ที่ว่าเพื่อส่งเสริมการส่งออกนั้นก็ไม่ค่อยจะมีความจริงเท่าใด จะเห็นได้จากการที่ ระหว่างที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นจาก 45 บาทต่อดอลล่าร์ เป็น 38 บาทต่อดอลล่าร์ในช่วงปี 2546-2547-2548 การส่งออกของเราก็ยังพุ่งขึ้นพรวดพราดขึ้นมาตลอดเวลา
ตามที่ทราบกันอยู่แล้ว จนทำให้เห็นได้ว่าถ้าเราปล่อยให้เงินบาทค่อยๆ แข็งค่าขึ้นต่อไปตาม กลไกตลาด การส่งออกของเราก็ยังสามารถที่จะเติบโตต่อไปได้
----ยิ่งกว่านั้นถ้าเราเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะเห็นได้ว่าประเทศที่นิยมทำให้ค่าเงิน ของตนเองต่ำเพื่อส่งเสริมการส่งออกนั้น แม้จะได้ผลอยู่บ้าง แต่ก็มีผลเสียต่างๆ มากมาย เช่น ประเทศญี่ปุ่นถึงแม้จะมีสินค้าส่งออกเพิ่มมากมายตลอดเวลา และมีเงินตราต่างประเทศเข้าไปเก็บ ไว้มากที่สุดในโลก แต่ก็ไม่ส่งผลให้คนญี่ปุ่นมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเท่าที่ควรและเมื่อประกอบ กับการจำกัดการแข่งขัน (restriction of competition) ค่าเงินเยนที่ต่ำนั้นก็ทำให้คนญี่ปุ่น มีค่าครองชีพสูง สินค้าต่างประเทศที่เข้าไปขายในญี่ปุ่น ต้องขายในราคาสูงกว่าความเป็นจริง และในเมื่อคนญี่ปุ่นมีค่าครองชีพสูงดังกล่าวแล้ว ก็มีส่วนทำให้เงินที่จะเหลืออยู่สำหรับใช้สร้าง ที่อยู่อาศัยให้สวยงามน่าอยู่หรือดูดีอย่างบ้านคนอเมริกันจึงมีน้อย ส่วนคนอเมริกันนั้นรัฐบาล สหรัฐค่อนข้างจะใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยมักจะ ไม่ได้พยายามให้เงินดอลล่าร์มีค่าต่ำ สินค้าต่างชาติที่เข้าไปขายในอเมริกานั้น จึงมีราคาต่ำมาก ทำให้ค่าครองชีพของคนอเมริกันต่ำ รายจ่ายเกี่ยวกับการครองชีพก็น้อย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่ง ที่ทำให้คนอเมริกันมีเงินเหลือ ไปใช้ในเรื่องปลูกบ้าน เช่าบ้าน หรือซื้อที่อยู่อาศํย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบ้านที่สวยงานหรูหรา กว่าคนญี่ปุ่นหลายเท่าตัว
----ยิ่งกว่านั้นการแทรกแซงกลไกตลาด โดยการทำให้เงินบาทมีค่าอ่อนกว่าความเป็นจริง ก็ยงมีผลเป็นการบิดเบือน (distortion) กลไกเศรษฐกิจ ที่มีผลเสียอีกหลายประการ เช่นทำให้หนี้สินเงินตราต่างประเทศของเรา (คิดเป็นเงินบาท) ไม่ค่อยจะลดน้อยลง อัตราเงินเฟ้อ มีแนวโน้มสูงซึ่งเป็นแรงกดดันให้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการลงทุน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ความร่ำรวยของนักลงทุน กำลังซื้อภายในประเทศ และอัตรา ความเจริญของเศรษฐกิจ
----สำหรับประเทศในยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมันนี หรือเนเธอร์แลนด์ซึ่งใช้ อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวและไม่ปรากฎว่าได้พยายามทำให้เงินตราของตัวมีค่าอ่อน ก็ไม่ส่ง ผลให้สินค้าออกของประเทศเหล่านี้ส่งออกไปขายได้เงินเข้าประเทศน้อยแต่ประการใด แต่กลับ ปรากฎว่าแม้เงินของเขาจะแข็งค่าและราคาสินค้าของเขาจะแพงขึ้น (เช่น นาฬิกาสวิสก็แพงขึ้น ฯลฯ) เขาก็ยังส่งสินค้าออกไปขายได้ดีในตลาดโลกและมีเงินไหลเข้าอย่างมากมายโดยไม่มี ปัญหาแต่อย่างใด
----สรุปแล้วการนำระบบตะกร้าเงินกลับมาใช้หรือการใช้มาตรการทำให้เงินบาทมีค่า ค่อนข้างจะคงที่หรือมีค่าต่ำนั้น มีผลเสียมากกว่าดี
----โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราใช้ระบบลอยตัวอย่างแท้จริง การเก็งกำไรค่าเงินบาท เป็นจำนวนมากจะเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งเป็นการตัดปัญหาด้วยว่าผู้ที่กำกับดูแลค่าเงินบาทหรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ โดยมิชอบหรือโดยทุจริตหรือไม่ จะต้องรับผิดชอบทางอาญาหรือแพ่งหรือไม่
_______________________________________________________________
* อาจารย์ผู้บรรยายระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยของรัฐ, อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

|