Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

คดีค่าโง่ทางด่วน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษา ให้การทางพิเศษ ชนะคดีได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย
6.2 พันล้านบาท

ดุลพาห ก.ย.-ธ.ค. 2546

---- มีพาศน์ โปตระนันทน์** www.meepahd.com

----โครงการก่อสร้างทางด้วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้ลงนามในสัญญาว่าจ้าง บริษัทกิจการร่วมค้าบีบีซีดี ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ช.การช่าง จำกัด และบริษัทต่างประเทศอีกสองบริษัทในปี 2538 ให้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโดยตกลงราคากัน ซึ่งรวมทั้งต้นทุน กำไร ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมมูลค่า 25,000 กว่าล้านบาท

----ซึ่งปรากฎว่าได้มีการพิพาทกันระหว่างคู่กรณี โดยฝ่าย บีบีซีดี อ้างว่าการทางพิเศษ ส่งมอบบริเวณก่อสร้างช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา ขอให้การทางพิเศษใช้ค่าปรับราคาคงที่ประมาณ 6,200 ล้านบาทแก่ฝ่ายบีบีซีดี และคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2544 ให้ กทพ. ชำระค่าปรับราคาคงที่ให้บริษัทกิจการร่วมค้าบีบีซีดีเป็นเงิน 6,200 ล้านบาท และ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และ เป็นคดีซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก็ไม่เห็นด้วยว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะต้องชดใช้เงินจำนวนมหาศาลเช่นนั้น ซึ่งหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจก็มี ความเห็นว่าการที่การทางพิเศษ จะต้องจ่ายเงินชดเชยหรือ ค่าปรับจำนวนมากในกรณีนี้ เท่ากับคนไทย ทั้งประเทศถูกปล้นกลางแดด (8 กุมภาพันธ์ 2547 หน้า 2)

----ความจริงนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในคดีนี้น่าจะไม่มีเลย เพราะเป็นที่ทราบกันดี อยู่ว่าทางด่วนสายนี้ ตั้งแต่เริ่มเปิดใช้เป็นปีๆ ก็มีรถวิ่งน้อยมาก และในช่วงดังกล่าวก็เห็นได้ว่า บีบีซีดี ขาดทุน ฉะนั้นการที่การทางพิเศษฯ ส่งมอบบริเวณที่จะก่อสร้างให้แก่บีบีซีดีช้ากว่าตามกำหนดที่ ตกลงกันไว้ในสัญญา ทำให้บีบีซีดีลงมือก่อสร้างยังไม่ได้ จึงไม่น่าจะฟังได้ว่าบีบีซีดี ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

----เพราะถ้ามีการส่งมอบบริเวณก่อสร้างตามกำหนดในสัญญาและได้มีการก่อสร้างให้ สำเร็จไปตามกำหนดเวลา ความเสียหาที่ฝ่ายบีบีซีดีได้รับซึ่งย่อมจะรวมค่าดอกเบี้ยและ ค่าเสื่อมราคาของทางด่วนที่ได้สร้างขั้น ก็ย่อมจะมีมากกว่ารายได้ที่ได้รับอย่างแน่นอน นั่นคือ ฝ่ายบีบีซีดีจะยิ่งเสียหายมากขึ้นนั่นเอง การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดให้ใช้ค่าปรับราคาคงที่ (ซึ่งในความเป็นจริงน่าจะถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับ หรือค่าเสียหายนั่นเอง) ถึงหกพันกว่าล้านบาทจึงน่าจะ ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ทำให้การทางพิเศษ(กทพ.) และรัฐบาลไทยซึ่งหมายถึงประชาชนทั้งประเทศ ด้วยจะต้องรับภาระในจำนวนเงินมหาศาลโดยไม่สมควร (ซึ่งมากพอที่จะสร้างมหาวิทยาลัยชั้นดีซึ่งมี คณะแพทย์ศาสตร์ด้วย ได้ไม่น้อยกว่า 1 มหาวิทยาลัย)

----การที่ฝ่ายบีบีซีดีขอให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้บังคับให้ กทพ. ใช้เงินตามคำชี้ขาดนั้น จึง น่าจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งศาลมีอำนาจปฎิเสธการ ขอบังคับได้ตามมาตรา 44 หรือเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40(2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโต- ตุลาการ พ.ศ. 2545 (พ.ร.บ. นี้แม้เป้นกฎหมายใหม่แต่ก็ต้องนำมาใช้ในคดีนี้ทันที เป็นหลัก ที่เป็นธรรมและทันสมัยที่สุด นานาอารยประเทศยอมรับและสอดคล้องกับกฎหมายแม่แบบของ สหประชาชาติ และมาตรา 44 และ 40(2) (ข) นี้เป็นบทบัญญัติจำกัดอำนาจอนุญาโตตุลาการ ให้อยู่ภายใต้ระบบศาลยุติธรรมและแสดงให้เห็นว่าศาลยุติธรรม มิใช่เป็นตรายางของอนุญาโตตุลาการ) ที่ศาลชั้นต้นไม่ใช้มาตรา 44 และมาตรา 40(2) (ข) มาบังคับในคดีนี้ (โดยศาลชั้นต้นเห็นว่า เข้าข้อยกเว้นตามบทเฉพาะกาลมาตรา 48) น่าจะไม่ชอบ เพราะกฎหมายใหม่ย่อมต้องใช้ทันที เว้นแต่ จะมีข้อยกเว้นซึ่งข้อยกเว้นตามมาตรา 48*** ที่ศาลชั้นต้นอ้างก็เป็นเรื่องความสมบรูณ์ของ สัญญาอนุญาโตตุลาการ และการดำเนินการอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาได้ยกเว้นไปถึงการที่ ศาลยุติธรรมจะปฏิเสธการขอบังคับ หรือพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ อนึ่ง การบังคับใช้มาตรา 44 และมาตรา 40(2) (ข) ทันทียังเกิดผลดีและเป็นธรรมที่สุด ตรงตามเจตนารมณ์ สูงสุดของกฎหมาย การทางพิเศษฯ สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลฎีกาได้ตามมาตรา 45(1)

----เนื่องจากศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) หาได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายที่ เกิดขึ้นจริงว่ามีเพียงใดเป็นเงินเท่าใด ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับเรื่อง ค่าปรับราคาคงที่ซึ่งศาลชั้นต้นฟังมา ศาลฎีกาจึงน่าจะต้องใช้อำนาจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 240(2) และ 247 ฯลฯ พิจารณา (เช่น อาจจะเรียกเอกสารมาแสดง โดยมีพยานเบิกความประกอบว่าในช่วง 1-2 ปีแรกที่สร้างเสร็จ บีบีซีดีเก็บค่าผ่านทางได้เท่าใด เสียดอกเบี้ย และเสียค่าเสื่อมราคาเท่าใด ฯลฯ เป็นต้น) แล้วฟังข้อเท็จจริงเสียใหม่ ให้ชัดเจนว่าความเสียหายจริงที่ฝ่ายบีบีซีดี ได้รับมีหรือไม่ ถ้าฟังไม่ได้ ว่ามีความเสียหายจริง ศาลฎีกาก็ควรจะต้องวินิจฉัยว่าการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จะเป็นการขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันด ีของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นบังคับให้ไม่ชอบ และ พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งจะมีผลให้การทางพิเศษไม่ต้องชำระเงิน 6,200 ล้านบาท แก่ฝ่ายบีบีซีดีดังกล่าว หรือศาลฎีกาจะแค่พิพากษาแก้โดย ให้ใช้ค่าปรับราคาคง ที่หรือค่าเสียหายเพียงเล็กน้อย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383) ก็ได้เช่นกัน


ข้อสังเกต

----1.มีคำพิพากษาฎีกาบางเรื่องที่เพียงแต่ศาลชั้นต้นคิดเงินให้จำเลยชำระแก่โจทก์มากกว่า ความเป็นจริงเพียงไม่กี่สิบบาท และก็ไม่มีใครอุทธรณ์ฎีกาว่าศาลชั้นต้นคิดผิด ศาลฎีกาก็ยังรับไม่ได้ และพิพากษาแก้ให้ถูกต้องได้ ฉะนั้นการที่อนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้นในคดีนี้ ให้การทางพิเศษ ต้องชดใช้เงินของประชาชนถึง 6,000 กว่าล้านบาทโดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม เหตุไฉนศาลฎีกา จะพิพากษากลับหรือพิพากษาแก้ไม่ได้
---- 2.การที่ศาลฎีกาจะพิจารณาพิพากษาตามข้อเสนอตามบทความนี้ อาจจะค่อนข้าง "แหวกแนว" จากการปฎิบัติส่วนมาก ที่แล้วมา แต่ยืนยันได้ว่าชอบด้วยกฎหมาย และจะเป็นคำพิพากษา ฎีกาใหม่ที่ดีและจะเกิดเป็นแนวปฎิบัติที่ทันสมัย ไม่แพ้คำพิพากษาศาลสูง ของต่างประเทศทีเดียว และน่าจะเกิดผลดีทำนองเดียวกับการที่ศาลฎีกา เคยวางแนวว่าการลักกระแสไฟฟ้าถือว่าเป็นการลักทรัพย์ ทั้งๆ ที่กระแสไฟฟ้าไม่ใช่ "ทรัพย์" ตามกฎหมาย
---- 3.ข้อเสนอตามบทความนี้แม้หลายข้ออาจไม่มีในฎีกาที่การทางพิเศษยื่นไปแล้ว แต่ ศาลฎีกามีอำนาจใช้ดุลพินิจ หยิบยกขึ้นเป็นประเด็นวินิจฉัยได้เองทั้งสิ้น หรือถ้าการทางพิเศษจะยื่นเป็น คำแถลงการณ์เข้าไปยังศาลฎีกา ก็น่าจะได้ผลแน่นอนยิ่งขึ้น
---- 4.ความจริงนั้นถ้าพิจารณาพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ 2544 แล้ว จะเห็นได้ว่า นานาอารยประเทศ เห็นว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอำนาจศาล จะทำอะไรเกินเลยจนศาลรับไม่ได้ ไม่น่าจะชอบ
_______________________________________________________________
* ปรับปรุงและเพิ่มเติมจากบทความฉบับย่อของนายมีพาศน์ โปตระนันทน์ที่ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 26
กุมภาพันธ์ 2547 หน้า 15
** น.บ.ท.,น.บ. (เกียรตินิยม) L.L.M. Standford, อนุญาโตตุลาการ, อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
*** มาตรา 48 บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึง ความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการ และ
การดำเนินการทางอนุญาโดตุลาการใด ที่ได้กระทำไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใด ที่ยังมิได้กระทำและยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลา ที่จะต้องกระทำตามกฎหมาย
ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นได้ ภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัตินี้