Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

ปัญหายักษ์ค้าปลีกต่างชาติยึดครองตลาด
เราจะดำเนินการอย่างไรดี

ดุลพาห ม.ค.-เม.ย. 2545

-------- มีพาศน์ โปตระนันทน์* www.meepahd.com

----โดยที่ผู้เขียนเป็นผู้บรรยายชั้นบัณฑิตศึกษาวิชากฎหมายป้องกันการผูกขาด และการ กีดกันทางการค้า (ซึ่งรวมถึง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 การผูกขาด การจำกัดการแข่งขัน การแข่งขันโดยเสรีและผลดีผลเสียต่อเศรษฐกิจและประชาชน โดยเปรียบเทียบ กับตัวอย่างที่เกิดมาแล้วในต่างประเทศ) และในฐานะกรรมการกฤษฏีกา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ใน การเสนอความเห็น และข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการให้มีกฎหมายหรือแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย ซึ่งย่อมจะรวมถึงร่าง พ.ร.บ. ด้วย ตาม พ.ร.บ. คณะกรรมการกฤษฏีกา พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542 และอำนาจ หน้าที่ตามมาตรา 15 ทวิ ด้วย จึงขอให้ความเห็นในปัญหาการที่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ของ ต่างชาติแย่งตลาด ร้านค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) ของคนไทยจนต้องล้มเลิกกิจการไปเป็น จำนวนมากนั้น สมควรที่เราจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างไร หรือควรให้มี พ.ร.บ. การค้าปลีก ออกมาบังคับใช้หรือไม่ ซึ่งมีข้อพิจารณาดังนี้

----ที่จริงแล้วกิจการเล็ก ๆ ที่เคยถูกกิจการที่ใหญ่หรือเก่งกว่าแบ่งตลาดไป จนกระทั่ง หายไปจนเกือบหนดนั้น ก็มีมาโดยตลอดในประเทศ หรือในประเทศที่มีการค้าเสรีทั้งหลาย เช่น กิจการรถลาก รถสามล้อถีบ เรือแจวรับคนโดยสารข้ามฟาก ท่าพรานนก และศิริราช คนขายถ่านไม้ หาบเร่ขายซาลาเปา ฯลฯ

----ทำให้ประชาชนที่เคยอยู่ในกิจการนั้น ๆ ต้องปรับปรุงตัวตามความเจริญของ บ้านเมืองโดยไปทำอาชีพอื่น ซึ่งก็จะเกิดขึ้นทดแทน แต่อาชีพใหม่ของเขามักจะมีเครื่องทุ่นแรง มีวิธีการและมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ทำให้แรงงานของทุกคนมีผลผลิตเฉลี่ย (Productlvlty) สูงขึ้น เป็นสิบ ๆ เท่า ทำให้ประเทศที่มีการใช้เครื่องทุ่นแรง และเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่าง ๆ มีผลผลิต มวลรวมภายในประเทศ หรือ จี.ดี.พี. สูง และมี จี.ดี.พี. เฉลี่ยเป็นรายหัวสูงมาก เป็นผลให้ค่าแรง เงินเดือน รายได้ และฐานะของประชาชนทุกระดับ สูงขึ้นทุกที เป็นความจริงที่ไม่มีใครจะปฏิเสธได้ ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นใน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ฯลฯ หรือแม้แต่ในประเทศไทย เราเองและประเทศจีน ก็มีสภาพทำนองนั้น ในระดับหนึ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งกิจการใดจะเติบโตหรือล้มลงเพียงใดนั้น ความจริงก็เป็นผลจากการที่ประชาชน นิยมไปอุดหนุนมากหรือน้อยนั่นเอง

----สำหรับร้าน Super - store หรือ dlscount - store ของต่างประเทศ เช่น ร้านแมคโคร บิ๊กซี คาร์ฟู เทสโก - โลตัส ฯลฯ ที่ถือโอกาสเข้ามาตั้งและขยายกิจการอย่างรวดเร็วในระยะ 4 - 5 ปีที่แล้วนั้นก็ทำให้ประชาชนผู้บริโภค ได้ประโยชน์จากการได้ซื้อสินค้าในราคาถูก คุณภาพดี สะดวก บรรยากาศดี สวยงาม เป็นสถานที่หย่อนใจคลายเครียดไปในตัว ทำให้คุณภาพชีวิตดี ฯลฯ เพราะร้านค้าเหล่านี้ขายสินค้าในราคาถูกมาก (จากข้อมูลของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเองที่ เคยกล่าว ก็คือถูกกว่าถึงประมาณ 10 - 30% ) ซึ่งความจริงนั้นร้านค้าเหล่านี้ก็ยังมีกำไรอยู่ พอสมควร (ดังปรากฏในรายงานประจำปี ของบริษัทแมคโค บิ๊กซี ฯลฯ ที่เสนอต่อตลาด หลักทรัพย์ ) จนทำให้หุ้นของร้านค้าเหล่านี้มีราคาดี

----แต่ที่เขาสามารถขาสินค้าในราคาถูกได้ก็เพราะ 1. มีการแข่งขันอย่างรุนแรงมาก เนื่องจากมีร้าน super - store, dlscount - store เกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ อย่างมากมาย และเป็นร้านต่างบริษัทกันทำให้ต้องตัดราคากัน อยู่ตลอดเวลาเพื่อแย่งลูกค้า 2. ร้านค้าเหล่านี้ ใช้เครื่องทุ่นแรง และวิธีการที่ประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น การให้ลูกค้าเข้าไปเลือกซื้อและ หยิบสินค้าเอง ขนสินค้าเอง พนักงานเก็บเงินก็มีเครื่องบาร์โค้ดใช้ ทำให้การคิดเงินเป็นไปด้วยความรวดเร็ว 3. วิธีการอื่น ๆ อีกมาก เช่น เก็บส่วนลด และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากซัพพลายเออร์ ค่าหัวชั้น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า** หรือการพยายามผลิตสินค้าเอง (เฮาส์แบรนด์) ฯลฯ ในขณะที่ปัญหายักษ์ค้าปลีกต่างชาติยึดคลองตลาด เราจะดำเนินการอย่างไรดี คุณภาพของสินค้านั้น ก็ปรากฏว่ามีการแข่งขันกันอย่างมาก เช่น อาหารสดที่ออกมาจากร้านค้า เหล่านี้ก็จะมีคุณภาพดีและสินค้าอื่น ๆ ก็อยู่ในระดับมาตรฐาน จะมีที่ต่ำกว่ามาตรฐานบ้าง เป็นส่วนน้อยซึ่งเป็นเรื่องที่สินค้าบางอย่าง ผู้บริโภคต้องการราคาถูกมาก ๆ โดยยอมเสียสละ ในด้านคุณภาพลงไปบ้าง ซึ่งก็เป็นการสนองความต้องการของผู้บริโภคนั่นเอง เพราะถ้าร้านค้าเหล่านี้จะมุ่งหน้าแต่จะขายสินค้าราคาถูก โดยนำสินค้าคุณภาพต่ำ หรือล้าสมัยมาหลอกขาย ผู้บริโภคย่อมจะไม่มีร้านค้าใดกล้าทำ เพราะเป็นการทำลายชื่อเสียงและทำลายลูกค้าของตนเอง เนื่องจากทุกบริษัทก็ทราบดีว่าตนเอง ต้องแข่งขันกับบริษัทอื่นเพราะมิได้เป็นผู้ผูกขาด

----แต่ถ้าเราไปจำกัดหรือคุมกำเนิดร้านค้าเหล่านี้ อย่างที่นักวิชาการบางท่านเสนอตลอดมา อีกไม่นานประชาชนคนไทย จะต้องซื้อสินค้า ในราคาแพงเช่นเดียวกับประชาชนในประเทศ ฝรั่งเศสและบางประเทศในยุโรป ที่มีการจำกัดการเกิดใหม่ ของห้างสรรพสินค้าdiscount-store หรือ super-store ด้วยกฎหมายและวิธีการต่างๆ ทำให้ห้างเหล่านี้ที่มีอยู่
และตั้งอยู่แล้ว (คือไม่ใช่ห้างที่ตั้งขึ้นใหม่) และร้านขายปลีกต่างๆ ตกอยู่ในสภาพทำนองผู้ผูกขาด กล่าวคือได้รับการจำกัดให้การแข่งขัน จากการที่ห้างที่จะเกิดขึ้นใหม่มีน้อยลง ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ห้างเหล่านี้ขายสินค้า ในราคาแพงกว่าที่ควรไปมากจนกระทั่ง
นักท่องเที่ยวที่ไปจากประเทศไทย หรือนิสิต นักศึกษา ที่ไปเรียนในต่างประเทศก็จะรู้ดี ว่าราคาสินค้าในฝรั่งเศส ฯลฯ นั้นราคาสูงเกินความจริงไปมาก ซึ่งประชาชนของเขาเองก็ได้รับ ความเดือดร้อนอยู่ตลอดมา

----ในทางตรงกันข้ามในสหรัฐฯ การจำกัดการตั้งใหม่ของ discount-store หรือ super-store เกือบจะไม่มีเลย (โปรดดู "กรุงเทพธุรกิจ" 6 ก.ย.45 หน้า 31) และเมื่อ ประกอบกับการปล่อยให้มีการแข่งขันโดยเสรี อย่างสูงเกือบทุกรูปแบบ ก็ทำให้ประชาชนสหรัฐฯ สามารถซื้อสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคจากร้านค้าใหญ่ ๆ เหล่านี้ในราคาเกือบจะต่ำที่สุดในโลก จนทำให้ร้านค้าปลีก หรือห้างสรรพสินค้า ที่ไม่สามารถพอที่จะขายของคุณภาพตามที่ตลาด ต้องการ ในราคาที่ต่ำ ตามที่ประชาชนต้องการ ต้องล้มเลิกกิจการไปจำนวนมากเช่น ในมลรัฐโอไฮโอ เพียงมลรัฐเดียว ก็มีการกล่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม กันยายน 2544 ว่าได้มีร้านค้าปลีกล้มเลิกไปแล้วเป็นพันแห่ง เพราะไม่อาจสู้รบกับ super-store ที่ของในราคาถูกกว่ามาก (เช่น ห้างสรรพสินค้าวอลมาร์ต) เป็นต้น

----อย่างไรก็ตามการแข่งขันโดยเสรีอย่างสูงในสหรัฐฯ นั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ตลอดมา ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ มีค่าครองชีพต่ำ ในขณะที่ความเจริญทางเศรษฐกิจสูง จี.ดี.พี. สูง จี.ดี.พี. เฉลี่ยเป็นรายหัวสูงอยู่ในระดับสูงสุดของโลก ทำให้รายได้ของคนสหรัฐฯ ตั้งแต่ชาวไร่ ชาวนา ผู้ใช้แรงงานไปจนถึงบุคลากรอื่นเช่น นักกฎหมาย แพทย หรือนักธุรกิจ จัดว่าสูงที่สุด ซึ่งประเทศไทยเราน่าจะเอาอย่างสหรัฐฯ มากกว่าที่จะไปเอาอย่างฝรั่งเศสหรือบางประเทศใน ยุโรปในเรื่องเกี่ยวกับการคุมกำเนิด super-store หรือ discount-store ต่างๆ ทั้งนี้ โดยไม่ จำต้องคำนึงถึงว่าเป็นของต่างประเทศหรือของไทย เพราะจะเป็นของต่างประเทศหรือ ของไทยก็ตามกิจการเหล่านี้ทำให้คนไทยมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น มีค่าครองชีพต่ำ ก็ย่อมจะเป็นสิ่งดี ดียิ่งกว่าที่เราจะสงวนกิจการเหล่านี้ให้อยู่ในมือคนไทยไม่กี่คน โดย ทำให้ประชาชนคนไทยต้องเสียหาย โดยต้องซื้อของแพงและมีคุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร

----ตามที่มีผู้กล่าวว่าถ้ากิจการค้าปลีกใหญ่ ๆ ตกอยู่ในมือคนต่างชาติทั้งหมดจะมี ผลกระทบต่อคนไทยอย่างมากนั้น ก็อาจตอบได้ว่าการที่กิจการใหญ่ ๆ จะตกเป็นของต่างชาติ ทั้งหมดนั้นเป็นไปไม่ได้ กิจการที่เป็นของคนไทยที่มีประสิทธิภาพสูง เติบโตเร็วจนมีทุนรอนมาก มีกำไรดี ก็มีอยู่ตลอกมา ตัวอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล หรือเดอะมอลล์ หรือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือธนาคารใหญ่ ๆ หลายแห่งและยังมีบริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ อีกหลายบริษัท ที่เป็นของคนไทย แม้กระทั่งบริษัทสหพัฒนพิบูลย์ (ซัพพลายเออร์) หรือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งมี กิจการมูลค่าปัจจุบันเหยียบแสนล้านบาท เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่

----ส่วนการที่ซัพพลายเออร์ขายสินค้าให้โชห่วย แพงกว่าราคาขายปลีกของดิสเคานท์หรือ ซูเปอร์สโตร์นั้น ก็เป็นผลของกลไกลตลาด ตามธรรมดา เพราะการขายสินค้าของซัพพลายเออร์ ให้แก่โชห่วยนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงเพราะร้านโชห่วยนั้นมีจำนวนมาก ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนโชห่วยเอง บอกว่ามีอยู่ถึงเกือบสองแสนแห่งทั่วประเทศ การที่ซัพพลายเออร์จะส่งสินค้าให้แก่ร้านโชห่วย จึงต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากเป็นธรรมดา ซึ่งไม่เหมือนกับการส่งสินค้า ให้ดิสเคานท์สโตร์หรือ ซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่

----ปรากฏว่าร้านโชห่วยไปซื้อสินค้าจากดิสเคานท์สโตร์หรือซูเปอร์สโตร์ (เช่นซื้อจาก ร้านแมคโคร เป็นต้น) ด้วยตัวเองและนำมาขายที่ร้านของตนเองก็มีจำนวนมาก ซึ่งแสดงอยู่ใน ตัวว่าร้านโชห่วยสามารถซื้อได้ ในราคาต่ำกว่าที่จะซื้อจากซัพพลายเออร์ตามธรรมดา และ ร้านโชห่วยเองก็ได้ประโยชน์จากห้างต่างชาติเหล่านี้พอสมควร

----ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่า ดิสเคานท์สโตร์ หรือซูเปอร์สโตร์ตัดราคาขายสินค้าเพื่อ ทำลายโชห่วยนั้นก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะถ้าตัดราคาเพื่อทำลายโชห่วยเพียง 10% ของราคาขายก็จะทำให้ผู้ตัดราคาเอง เสียหายถึงประมาณ เกือบหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี (ยอดขายรวมของที่ห้างต่างชาติดังกล่าว มีประมาณเกือบหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี) ซึ่งยอมจะ เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่มีใคร ที่จะทำเช่นนั้นเพราะไม่คุ้มกัน เพราะจะต้องขาดกำไรเป็นจำนวนมากและร้านโชห่วยก็หาใช่คู่แข่งที่สำคัญ ของซูเปอร์สโตร์หรือดิสเคานท์สโตร์ไม่ แต่การที่ทุก แห่งขายของในราคาถูกมากนั้น นอกจากค่าใช้จ่ายที่ต่ำมากดังได้กล่าวแล้ว ก็ยังเป็นเพราะ ซูเปอร์สโตร์หรือดิสเคานท์สโตร์นั้น ที่แล้วมาตกอยู่ในสภาพค้าเสรีและมีการแข่งขันโดยเสรี จึงตัดราคากันโดยเสรีเพื่อแย่งลูกค้า ทำให้ขายเอากำไรมากไม่ได้ นั่นคือ เขาต้องขายในราคาต่ำเพราะแข่งขันกันเองนั่นเอง

----ถึงแม้ในอนาคตถ้าโชห่วยล้มไปหมดแล้ว ดิสเคานท์สโตร์หรือซูเปอร์สโตร์ เหล่านี้ ถ้ารัฐบาลไม่ไปจำกัดจำนวน หรือคุมกำเนิด (คือถ้าไม่มี entry barrler) ก็เห็นได้ว่าจะมีเพิ่มมากขึ้นตามความต้องการ ของตลาดอยู่เสมอ และจะมีการแข่งขันตัด ราคากันอย่างรุนแรงต่อไป ทำให้ประชาชนมีโอกาสที่จะได้ซื้อสินค้าในราคาถูกที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้หาใช่ว่า เขาจะสามารถขายสินค้า ในราคาที่แพงขึ้นดังที่มีผู้กล่าวอ้างไม่

----เราควรจะคอยดูแลผลประโยชน์อันควร ได้ของประชาชนซึ่งเกิดจากการค้าเสรี และไม่ควรจะสนับสนุนให้มีการออก พ.ร.บ.การค้าปลีกที่กระทรวงพาณิชย์กำลังยกร่างอยู่ เพราะจะก่อให้เกิดพฤติกรรมทำนองผูกขาด ขึ้นในวงการค้าปลีก ซึ่งจะ
เป็นการออกกฏหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เพราะจะมีผลเท่ากับบังคับให้ประชาชน ต้องมีค่าครองชีพสูงขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่าที่เขาควรมีควรได้

----ข้อสำคัญที่สุด ก็คือ การที่ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูกนั้น นอกจากจะทำให้ดิสเคานท์สโตร์หรือซูเปอร์สโตร์ หรือห้างสรรพสินค้าขายสินค้า ได้มากแล้ว ก็จะส่งผลให้โรงงานต่าง ๆ ที่ผลิตสินค้าส่งไปขายในดิสเคานท์สโตร์หรือ ซูเปอร์สโตร์ ขายของได้มาก การผลิตสูงขึ้น มีฐานะดีขึ้น เพราะเมื่อขายมากก็ต้องผลิต มากเป็นเรื่องธรรมดา (มิฉะนั้นจะเอาสินค้าที่ไหนมาขาย) นอกจากนั้นการที่ประชาชนสามารถ ซื้อสินค้าจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ได้ในราคาถูก ก็ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือ ที่จะใช้ในเรื่องอื่นเพิ่มขึ้นอีกมาก ทำให้เขามีกำลังซื้อสินค้าต่าง ๆ อย่างอื่นโดยรวมเพิ่มมาก ขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจของเรา

----นอกจากนี้การจ้างงานก็มากขึ้นและ จี.ดี.พี.โดยรวมเพิ่ม รายได้และฐานะของประชาชนไทย ทั้งประเทศ รวมทั้งคนยากจนมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากกำลังพยายามทำอยู่

----จึงไม่สมควรที่เราจะควบคุมหรือคุมกำเนิดห้างสรรพสินค้า หรือดิสเคานท์สโตร์หรือซูเปอร์สโตร์ ซึ่งจะมีผลเป็นลบต่อการเพิ่ม จี.ดี.พี.และย่อมจะมีผลลบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งชาวไร่ ชาวนาและผู้ใช้แรงงาน ที่ยากจนจะยิ่งลำบากมากขึ้น

----เราคงจะต้องเลือกว่าเราควรจะช่วยประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ รวมทั้งชาวไร่ชาวนา ผู้ใช้แรงงานและคนยากคนจน หรือจะช่วยผู้ประกอบการค้าปลีก (ซึ่งที่เดือดร้อนจริงจัง น่าจะมีเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งรัฐบาลควรช่วยเหลือด้วยวิธี ที่ไม่เกิดผลเสียหายต่อประชาชน

----การที่ไทยเราจะออก พ.ร.บ.การค้าปลีกออกมา ไม่ปรากฏและไม่อาจเห็นได้ว่าจะเกิด ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชน นอกจากอาจมีการอ้างว่า " เพื่อให้เกิดระเบียบในกิจการค้าปลีก " ซึ่งก็คือการมีกฎหมายที่ยุ่งยากมากขึ้น (red tape ) จำกัดการแข่งขันให้น้อยลง ซึ่งกฎหมายทำนองนี้ สื่อและนักวิชาการในต่างประเทศทราบดี ว่าเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศ ส่วนมากยากจน

----ส่วนที่มีผู้อ้างว่า บริษัทค้าปลีกต่างชาติทำให้ไทยเสียหายปีละ 300,000 ล้านบาท หรือว่าโกยกำไรออกต่างประเทศ อย่างมากมายนั้นก็ไม่มีความจริงหรือเหตุผลที่จะสนับสนุน ให้ฟังได้ ความจริงมีอยู่เพียงว่าบริษัทเหล่านี้ขายของในราคาถูกมาก ไม่ปรากฏจากรายงานต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าบริษัทมีกำไรสูงมาก จากยอดขายรวมทุกบริษัทประมาณ ปีละหนึ่งแสนล้านบาท กำไรไม่น่าจะเกิน 2,000-6,000 ล้านบาท

----อัตรากำไรดังกล่าวก็อยู่ในระดับทำนองเดียวกับการลงทุน ของต่างประเทศในกิจการอื่น ๆ ทั้งหมดในไทย ซึ่งจำเป็น ที่จะต้องให้เขาได้รับกำไรบ้าง มิฉะนั้น คงจะไม่มีใครมาลงทุนในประเทศไทยและคนไทย ทั้งประเทศ ก็จะลำบากยากจน ทำนองเดียวกับประเทศพม่า ฯลฯ

----อย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่า บริษัทค้าปลีกต่างชาติ ยอมจะนำกำไรดังกล่าวมาลงทุนขยาย สาขาเพิ่มในไทยเป็นส่วนใหญ่ แทนที่เขาจะต้องไปกู้เงินมาลงทุนให้ต้องเสียดอกเบี้ย

----การปล่อยให้ซูเปอร์สโตร์แลดิสเคานท์สโตร์ สร้างเพิ่มได้ตามความต้องการของประชาชนผู้บริโภค ก็จะส่งผลให้ผู้บริโภค ที่อยู่ห่างไกลมีห้างที่เกิดขึ้นใหม่ไว้บริการในที่ไม่ไกลบ้านเกินไป แต่ก็จะไม่ถึงกับทำให้ห้างเหล่านี้ขยายสาขามากเกินไปได้ เพราะถ้าห้างเริ่มจะมีมากเกินไป เขาก็จะเริ่มได้กำไรน้อยลง และต้องหยุดการสร้างสาขา

----ฉะนั้นห้างเหล่านี้จะเพิ่มในปริมาณและสถานที่ที่พอเหมาะ ตามความต้องการของ ผู้บริโภคเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เมืองไทย น่าอยู่มากขึ้น แม้แต่ประชาชน ในต่างจังหวัดก็จะมีความสะดวกสบาย มีคุณภาพชีวิตดี มีความสุข ความพอใจ เมืองไทยน่ามาเที่ยวมากขึ้น ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจะดึงดูดนักท่องเที่ยว ต่างประเทศได้มากขึ้นอีก รายได้จากการท่องเที่ยวจะเพิ่มได้ปีละเป็นแสนล้าน

----การจะจำกัดการเกิดใหม่ของซูเปอร์สโตร์ หรือดิสเคานท์สโตร์ควรจะทำได้โดยการ ประกาศใช้ผังเมือง โดยมีจุดประสค์ เพื่อแก้ปัญหาจราจรตามที่จำเป็นเท่านั้น

----สรุปแล้ว การปล่อยให้กิจการค้าปลีก อยู่ในสภาพแข่งขันโดยเสรี ตามธรรมชาติอย่างที่แล้วมาโดยไม่ต้องมี พ.ร.บ.การค้าปลีกออกมาควบคุม จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชนไทยทั้งประเทศ

บรรณานุกรม


----รวมบทความเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจประเทศไทยและทางแก้ ของอาจารย์มีพาศน์ โปตระนันทน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:-
----เรื่องทางแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ หน้า 1 เสนอให้เปิดเสรีการตั้งโรงงานและส่งเสริม การลงทุนให้ทุกราย และหน้า 11 บทความที่ลงวารสารสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ประมาณมกราคม 2540 และหน้า 82 ฯลฯ)
----เรื่องจริbงเกี่ยวกับบทความนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่ลงในนิตยสาร Time, Newsweek, Buslnessweek, Fortune, ฯลฯ ตำราและบทความทาง Economics ของ Paul A. Samuelson, Milton Frledman, ฯลฯ ตำรา Antitrust ของ Richard Posner, Lawrence Anthony Sullivan, etc


________________________________________________

* น.บ.(เกียรตินิยม), น.ป.ท., LL.M., (Stanford)
กรรมการกฤษฏีกา อาจารย์ผู้บรรยายชั้นปริญญาโท คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ฯลฯอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฏีกา ฯลฯ

** ซึ่งพิเคราะห์ให้ลึกซึ้งแล้ว ไม่น่าจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 มาตรา 29 อย่างที่คณะอนุกรรมการพิจารณาพฤติกรรมการแข่งขันทางการค้า ที่ไม่เป็นธรรมเข้าใจและกำลังเสนอ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเพื่อดำเนินการให้มีการฟ้องร้องต่อศาล เพื่อลงโทษต่อไป (จำคุกไม่เกินสามปี ฯลฯ) ("กรุงเทพธุรกิจ" 24 ก.ย.-45 หน้า 1 ) เพราะการกระทำของผู้ค้าปลีกรายใหญ่เช่นนี้ ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการขอลดหรือต่อรองราคาสินค้าจากซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นกลไกลธรรมดาของตลาดเสรี เป็นกลไกลที่จำเป็นและมีประโยชน์ เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าต่ำ ค่าครองชีพต่ำ ซึ่งกฎหมายย่อมจะไม่มีความมุ่งหมาย ที่จะถือเป็นความผิดหรือจะลงโทษ