Copyright © 2005
meepahdpotranandana.Com
All rights reserved

ถ้าเราปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็ง คนไทยเราจะมีกำลัง
ซื้อเพิ่มสูงมาก การผลิตเพื่อใช้เองภายในประเทศ
จะพุ่งสูงขึ้นเองโดยไม่ต้องพึ่งการส่งออก
และเศรษฐกิจจะโตเร็วมาก
โดยเราจะไม่ต้องกังวล กับวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน

โดย มีพาศน์ โปตระนันทน์

--------www.MEEPAHD.COM อาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง อดีตกรรมการกฤษฎีกา

--------ความจริงนั้นการที่ ธปท. พยายามแทรกแซงค่าเงินบาทให้อ่อนตัว เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วเพื่อช่วยผู้ส่งออก โดยต้องใช้เงินกู้ จำนวนมหาศาล เกือบเท่ามูลค่าประเทศไทยทั้งประเทศก็ทำให้ในที่สุด ค่าเงินบาทก็อ่อนตัวลดค่าลงไปจริงๆ เนื่องจากการ ใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนนั้นเอง ประกอบกับความบกพร่องอื่นๆ

--------นโยบายของผู้บริหารการเงินการคลังของเรานั้นหากมาลองพิจารณาว่า ถูกต้องแล้วหรือไม่ ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ การทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวนั้น ทำให้สินค้าออกส่งออกได้มาก จริงหรือไม่ เรื่องนี้เพียงเราดูสถิติในช่วงระยะ 4 เดือนแรกของปี 2551 ( ม.ค.-เม.ย. 51 ) ก็จะเห็นได้ว่าการส่งออกของไทย ขยายตัว 22.2 % ทั้งๆที่ในช่วงนั้นค่าเงินบาทแข็งค่าในระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ และสินค้าส่งออกของไทยนั้น ก็ดีมาตลอดแม้จะมีการแข็งค่าของเงินบาท อย่างต่อเนื่อง การส่งออกนั้น เพิ่งจะเริ่มแย่เมื่อ 2-3 เดือนมานี้ที่มีวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของโลกเกิดขึ้นนี่เอง

--------จะเห็นได้ว่าการแข็งค่าของเงินบาทแทบจะไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อสินค้าออกเลย
--------การที่ค่าเงินบาทอ่อนนั้นมีผลเพียงแค่ทำให้ราคาสินค้าถูก ซึ่งดูเผินๆแล้วอาจจะทำให้เราเข้าใจว่าเป็นผลดี เพราะจะทำ ให้เราสามารถส่งออกได้มากขึ้น แต่ถ้ามองปัญหาอย่างลึกซึ้งจริงๆแล้วเป็นการใช้นโยบาย ที่เป็นผลเสียมากกว่า เช่นการที่เรา ส่งออกสินค้าในราคาที่ถูกเกินไปนั้นอาจมีผลทำให้ ส่งออกสินค้าได้ปริมาณมากแต่ได้เงินน้อย และบางทีก็ทำให้สินค้า ที่ถูกเกินไป นั้นกลับทำให้คนไม่เลื่อมใส หรือเกิดอุปทานว่าคุณภาพไม่ดี
--------นอกจากนี้แล้วการที่เราส่งสินค้าออกไป ขายในต่างประเทศมากเกินไป นั้นยังอาจทำให้สินค้าหลายชนิดขาดแคลน ทำให้ราคาภายในประเทศสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นด้วย ฯลฯ

--------นโยบายที่ถูกต้องนั้นควรจะเป็นการปล่อยค่าเงินบาท ให้แข็งค่า ใกล้เคียงกับค่าตามกลไกตลาด ซึ่งจะส่งผลดีให้หนี้สิน ของเรา ลดน้อยลงอย่างมหาศาล น้ำมัน ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืชวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและเครื่องจักรต่างๆรวมทั้งสินค้านำเข้าจะถูก ต้นทุน การผลิตต่ำลง ซึ่งจะส่งผลดีอย่างสูงมาก ต่อการผลิตสินค้าออกด้วย ทำให้เราสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ ได้อย่างจริงจัง และยั่งยืนกว่า การใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อน ซึ่งทำให้สินค้าออกถูกลงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่ได้ส่งผล ในด้านการปรับปรุง คุณภาพ ความหลากหลายและความทันสมัย หรือความมีระดับของสินค้าออก หรือการเพิ่มกำลังผลิต หรือเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของตัวโรงงานเอง
-------- ผลของการที่ค่าเงินแข็งตัวขึ้นตามความจริงนั้น ควรดูตัวอย่างจากญี่ปุ่นที่เงินเยน แข็งค่าขึ้นมากว่า 4 เท่า จากระดับ 400 กว่าเยนต่อดอลลาร์ในอดีตมาเป็นระดับไม่ถึง 100 เยนต่อดอลลาร์ในปัจจุบัน แต่สินค้าออกของญี่ปุ่นก็เป็นรายได้หลัก ของประเทศอยู่ตลอดมา และญี่ปุ่นก็ยิ่งได้เปรียบดุลการค้าอย่างมหาศาล ทำให้ญี่ปุ่นมีเงินตราต่างประเทศ เก็บสะสมไว้ มากที่สุดในโลก
-------- สำหรับประเทศไทยเรานั้นจะเห็นได้ชัดว่าการที่ค่าเงินแข็งจะทำให้ประชาชนสามารถซื้อของได้ถูกลง อย่างมากมาย ซึ่งจะทำให้เงินบาทในมือประชาชน เป็นเงินบาทที่มีค่ามากขึ้น ประชาชนมีฐานะดีขึ้น อำนาจซื้อของประชาชนสูงขึ้น อย่างมหาศาลซึ่งจะส่งผลให้มีการผลิตที่มากขึ้นตาม ซึ่งจีดีพีที่จะเพิ่มขึ้นนั้นจะทำให้รายได้ประชาชาติสูง ขึ้นและความอยู่ดีกินดี ของประชาชนทั้งประเทศก็จะสูงขึ้น อย่างแน่นอน
-------- และเป็นไปได้ว่าสำหรับประเทศไทยเรานั้น การผลิตเพื่อใช้เองภายในประเทศจะสูงขึ้นตามกำลังซื้อได้จนสูงกว่า 60 % ของ จี.ดี.พี. (ในขณะที่ญี่ปุ่นผลิตใช้เองราว 75%) ซึ่งจะดีกว่าปัจจุบัน และจะทำให้การผลิตเพื่อใช้เองภายในประเทศ มีมากกว่า และสำคัญมากกว่าการผลิตส่งออก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ ที่กำลังซื้อจากต่างประเทศ กำลังตกต่ำ ลงด้วย และจะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้การผลิต เพื่อใช้เองในประเทศมากขึ้นเป็นทวีคูณ และจะกลายเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่โต มากที่สุด ทำนองเดียวกับในประเทศที่ร่ำรวย
-------- วิธีการแก้ไขที่ดำเนินการได้ทันที ที่จะทำให้เงินบาทกลับแข็งค่าเท่าความจริง เพื่อที่จะให้เกิดผลดีดังกล่าวนั้น ก็ทำได้โดย ให้ ธปท. ปล่อยเงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลที่ ธ.ป.ท.ได้ซื้อเข้าไปเก็บไว้กลับเข้าไปในตลาดอย่างไม่ชักช้า ซึ่งจะส่งผล ให้ค่าเงินบาท และราคาเงินดอลลาร์ กลับเข้าสู่สภาพเดิมตามกลไกตลาด หรือคงจะประมาณ 31 บาท ซึ่งน่าจะเป็นราคาของเงินบาท ตามความเป็นจริง ของตลาดตามเดิม ไม่ใช่ราคาของเงินบาทที่สูงเกินจริงเนื่องจาก ถูกแทรกแซงแต่อย่างใด ( และเงินจำนวน มหาศาลที่ถูกปล่อยออกมานี้ จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน ที่ดีที่สุดด้วย โดยไม่ต้องใช้งบประมาณใด ๆ )
-------- การดำเนินนโยบายค่าเงินบาทที่ถูกต้องนั้น จะเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนมีและคนจนที่จะได้ผล จริงจังด้วย
-------- นอกจากนี้เห็นได้ว่า การใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนนั้นอย่างน้อยก็มีผลเท่ากับ เราส่งสินค้าออกในราคาต่ำกว่าทุน ไปให้ต่างชาติซื้อไปกิน ไปใช้ ในราคาถูกกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่ถูกต้องและมีผลเสียมากกว่าผลดี
-------- ซึ่งถ้าเราปล่อยให้เงินบาทแข็ง ตามความจริงก็เท่ากับเรา ได้ราคาส่งออกสูงขึ้น โดยเราเลิกขายขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และย่อมจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย และเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า
-------- นโยบายที่ฉลาดนั้น จะทำให้นักลงทุนต่างประเทศเชื่อมั่น เงินไหลเข้า หุ้นขึ้นราคา เงินบาทจะยิ่งแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ตามกลไกตลาด โดยไม่ต้องคอยไปนั่งเปรียบเทียบ กับค่าเงินของประเทศอื่นซึ่งปัจจัยพื้นฐาน ไม่เหมือนกันและใช้นโยบายต่างกัน ( ในสมัยก่อนอังกฤษเคยลดค่าเงินปอนด์ หลายครั้งเพื่อส่งเสริมสินค้าออก ก็ไม่ประสบความสำเร็จ )

-------- สำหรับอุตสาหกรรมส่งออก ประเภทใช้แรงงานมาก (labor intensive) ส่วนน้อยที่อาจสู้ต่างประเทศไม่ได้จริงๆ รัฐบาล ก็อาจจำเป็นต้องปล่อยให้ล้มลงไปบ้าง และส่งเสริมให้อุตสาหกรรมที่ตลาดโลก ต้องการเกิดขึ้นทดแทน เพื่อช่วยประชาชนที่ตกงาน ทำนองเดียวกับที่รัฐบาลจีนในปัจจุบัน กำลังปฏิบัติอยู่ในกวางเจา ฯลฯ
-------- ถ้าเราปรับปรุงโครงสร้างนโยบายพื้นฐานของเรา ให้ถูกต้องดังกล่าวแล้ว และลดอัตราดอกเบี้ยลงมากๆ เราก็จะผ่านพ้น วิกฤตการณ์ ทางการเงินของโลกไปได้ในที่สุด
-------- และถ้าเราปล่อยให้มีการลงทุนและการแข่งขันเสรี อย่างสูงมากในทุกภาคเศรษฐกิจ ทำนองเดียวกับใน เสินเจิ้น ไม่นานนัก จี.ดี.พี. และรายได้ประชาชาติ ของเราน่าจะโตถึงปีละ 9 % คือเกือบเท่ากับจีนหรืออินเดีย จนเราจะรวยเท่ากับยุโรปตะวันตก และไต้หวันได้ภายในสิบกว่าปี คนยากจนจะเหลือไม่เกิน 1-2 % ซึ่งรัฐบาลจะมีงบประมาณพอจะเลี้ยงดูได้
-------- ประเทศไทยก็จะเหลือแต่หน่วยการผลิตที่แข็งแรง แข็งแกร่ง และ มีกำไรเท่านั้น จะไม่มีหน่วยการผลิตที่อ่อนแอเหลืออยู่ นั่นคือประเทศเราจะร่ำรวยและอยู่แนวหน้าของโลก และรัฐบาลจะอยู่ได้นานมาก


______________________________________________________
โทร.02 422-1196 , 02 422-1165 , 081-956 - 4550 FAX. 02 422-1927